เป้าหมายและผลการดำเนินงาน

เป้าหมายปี 2568
กรณีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงาน และการละเมิดสิทธิมนุษยชน 0 กรณี
ผลการดำเนินงานปี 2568
0
กรณี

ความท้าทายและโอกาสทางธุรกิจ

เพื่อให้สอดรับกับการขยายตัวของธุรกิจอย่างยั่งยืน บริษัทไม่เพียงมุ่งเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพในกระบวนการทำงาน แต่ยังตระหนักถึงความสำคัญของการเคารพและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนในการดำเนินธุรกิจตามหลักสากล

โดยครอบคลุมผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มตลอดห่วงโซ่อุปทานตั้งแต่พนักงาน คู่ค้าธุรกิจ พันธมิตรทางธุรกิจ ลูกค้า ตลอดจนชุมชนและสังคม บนพื้นฐานของความเสมอภาค ความเท่าเทียม และการยอมรับในความแตกต่าง บริษัทเชื่อว่าการบริหารจัดการประเด็นด้านแรงงานและสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้านเป็นปัจจัยสำคัญที่เชื่อมโยงโดยตรงกับความน่าเชื่อถือขององค์กร ความเชื่อมั่นของนักลงทุน และความพร้อมในการดำเนินธุรกิจร่วมกับพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ ขณะเดียวกันก็ตระหนักดีว่าการดำเนินงานในภาคสนามและห่วงโซ่อุปทานอาจเผชิญความท้าทายที่เกี่ยวข้องกับสิทธิแรงงานและผลกระทบต่อชุมชน หากขาดการกำกับดูแลที่เหมาะสมอาจนำไปสู่ข้อร้องเรียน ความขัดแย้ง และความต่อเนื่องของโครงการ ดังนั้นการผสานหลักสิทธิมนุษยชนเข้ากับกระบวนการดำเนินงานและการบริหารความเสี่ยงขององค์กร จึงถือเป็นหัวใจสำคัญในการลดความเสี่ยง ป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนในทุกมิติ และรักษามาตรฐานการดำเนินงานที่สอดคล้องกับกฎหมาย เพื่อให้บริษัท ชุมชน และสังคมสามารถเติบโตไปพร้อมกันอย่างมั่นคงและยั่งยืน

แนวทางการบริหารจัดการและการสร้างคุณค่า

กระบวนการตรวจสอบการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน

บริษัทดำเนินการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence: HRDD) เพื่อระบุ ประเมิน และกำหนดมาตรการป้องกันและบรรเทาผลกระทบจากความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน ครอบคลุมการดำเนินธุรกิจของบริษัทและกลุ่มบริษัท รวมถึงผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่คุณค่าทางธุรกิจ ได้แก่ พนักงาน คู่ค้าธุรกิจ พันธมิตรทางธุรกิจ ชุมชน และสังคม ตลอดจนกลุ่มเปราะบางที่อาจได้รับผลกระทบ

โดยบริษัทให้ความสำคัญกับการรับฟังความคิดเห็นของผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินธุรกิจไม่ก่อให้เกิดหรือมีส่วนร่วมในการละเมิดสิทธิมนุษยชน กระบวนการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนของบริษัทประกอบด้วย การกำหนดนโยบายสิทธิมนุษยชน การประเมินความเสี่ยงและผลกระทบ การบูรณาการและบริหารจัดการ การติดตามและรายงานผลการดำเนินงาน ตลอดจนการจัดให้มีกลไกรับข้อร้องเรียนและการเยียวยาผลกระทบอย่างเหมาะสม โดยมีรายละเอียด ดังนี้

  1. การกำหนดนโยบายสิทธิมนุษยชน บริษัทกำหนดนโยบายสิทธิมนุษยชนเพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการเคารพสิทธิมนุษยชนตามหลักสากล และสื่อสารนโยบายดังกล่าวไปยังพนักงาน คู่ค้าธุรกิจ และผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง เพื่อสร้างความเข้าใจและความคาดหวังร่วมกันในการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบ
  2. การประเมินความเสี่ยงและผลกระทบ บริษัทดำเนินการประเมินความเสี่ยงและผลกระทบด้านสิทธิมนุษยชนอย่างสม่ำเสมอ ครอบคลุมทั้งการดำเนินงานของบริษัทและกิจกรรมในห่วงโซ่อุปทาน โดยพิจารณาทั้งผลกระทบที่เกิดขึ้นแล้วและที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต เพื่อระบุประเด็นที่มีนัยสำคัญและจัดลำดับความสำคัญในการบริหารจัดการ
  3. การบูรณาการและบริหารจัดการ ผลการประเมินความเสี่ยงถูกนำไปบูรณาการเข้าสู่ระบบการบริหารจัดการของบริษัท เช่น กระบวนการจัดซื้อจัดจ้าง การคัดเลือกและประเมินคู่ค้า การบริหารทรัพยากรบุคคล และการดำเนินงานในพื้นที่โครงการ พร้อมกำหนดมาตรการป้องกันและบรรเทาผลกระทบที่เหมาะสม รวมถึงการอบรมและสื่อสารเพื่อเสริมสร้างความตระหนักรู้แก่พนักงานและผู้เกี่ยวข้อง
  4. การติดตามและรายงานผล บริษัทมีระบบติดตามและประเมินประสิทธิผลของมาตรการด้านสิทธิมนุษยชน ผ่านการตรวจสอบโดยฝ่ายตรวจสอบภายใน และรายงานผลต่อฝ่ายบริหารอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้มั่นใจว่ามาตรการที่กำหนดสามารถลดความเสี่ยงและผลกระทบได้อย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมเปิดเผยข้อมูลสำคัญผ่านรายงานความยั่งยืนเพื่อความโปร่งใส
  5. การรับข้อร้องเรียนและการเยียวยาผลกระทบ บริษัทจัดให้มีช่องทางและกลไกรับข้อร้องเรียนที่เข้าถึงได้สำหรับผู้มีส่วนได้เสียทั้งภายในและภายนอกองค์กร ครอบคลุมประเด็นด้านสิทธิมนุษยชน โดยมีกระบวนการพิจารณาเรื่องร้องเรียนอย่างเป็นกลาง โปร่งใส และรักษาความลับของผู้ร้องเรียน ในกรณีที่พบการละเมิดสิทธิมนุษยชน บริษัทจะดำเนินการแก้ไขและเยียวยาอย่างเหมาะสม พร้อมปรับปรุงมาตรการเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำ
นโยบายสิทธิมนุษยชน

บริษัทดำเนินธุรกิจโดยยึดมั่นในการเคารพและคุ้มครองสิทธิมนุษยชนของผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม อันเป็นรากฐานสำคัญของการเติบโตอย่างยั่งยืน นโยบายสิทธิมนุษยชนของบริษัทได้รับการพัฒนาขึ้นให้สอดคล้องกับหลักการสากล ได้แก่ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน (UDHR) หลักการชี้แนะว่าด้วยธุรกิจกับสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ (UNGPs) หลักสิทธิขั้นพื้นฐานในการทำงานขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) แนวปฏิบัติ OECD สำหรับวิสาหกิจข้ามชาติ ตลอดจนกฎหมายแรงงานและกฎหมายสิทธิมนุษยชนของประเทศที่บริษัทเข้าไปดำเนินธุรกิจ

บริษัทกำหนดให้นโยบายนี้ครอบคลุมคณะกรรมการ ผู้บริหาร พนักงานทุกระดับ คู่ค้าทางธุรกิจ ผู้ร่วมลงทุน ตลอดจนผู้มีส่วนได้เสียตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยมีการสื่อสาร ทำความเข้าใจ และส่งเสริมการปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งทบทวนนโยบายอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง เพื่อให้มั่นใจว่าสอดคล้องกับบริบททางธุรกิจ กฎหมาย และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียที่เปลี่ยนแปลงไป เพื่อให้การดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนเกิดผลในทางปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้กรอบนโยบายและโครงสร้างการกำกับดูแลดังกล่าว บริษัทได้กำหนดแนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนที่สำคัญ ดังนี้

การไม่เลือกปฏิบัติ ส่งเสริมความเท่าเทียม ความหลากหลาย ความเสมอภาค และเคารพในความคิดเห็นที่แตกต่าง

ปฏิบัติต่อผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่มอย่างเท่าเทียม เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และไม่เลือกปฏิบัติไม่ว่าด้วยเหตุแห่งเพศ อายุ เชื้อชาติ สัญชาติ ศาสนา ภาษา ความพิการ สถานะทางสังคม รสนิยมทางเพศ วัฒนธรรม ขนบธรรมเนียม หรือความแตกต่างใด ๆ พร้อมส่งเสริมความหลากหลาย ความเสมอภาค และการอยู่ร่วมกันอย่างเคารพซึ่งกันและกันในสถานที่ทำงาน

การไม่ใช้แรงงานผิดกฎหมาย

ปฏิบัติให้สอดคล้องกับกฎหมาย และไม่สนับสนุนหรือมีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานที่ผิดกฎหมายทุกรูปแบบ รวมถึงแรงงานบังคับ แรงงานเด็ก แรงงานทาสยุคใหม่ การค้ามนุษย์ หรือการจ้างงานที่ขัดต่อกฎหมายแรงงาน และต้องกำกับดูแลไม่ให้เกิดการละเมิดดังกล่าวในห่วงโซ่คุณค่าทางธุรกิจ

การจ้างงานและปฏิบัติต่อแรงงานอย่างเป็นธรรม

ดำเนินกระบวนการสรรหา ว่าจ้าง ค่าตอบแทน สวัสดิการ ชั่วโมงการทำงาน และการพัฒนาบุคลากรอย่างเป็นธรรม โปร่งใส และสอดคล้องกับกฎหมายแรงงาน โดยคำนึงถึงคุณภาพชีวิต ความเป็นอยู่ที่ดี และความสมดุลระหว่างชีวิตการทำงานและชีวิตส่วนตัวของพนักงาน

สุขภาพ ความปลอดภัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน

จัดให้มีสภาพแวดล้อมในการทำงานที่ปลอดภัยและถูกสุขลักษณะ มีระบบบริหารจัดการด้านอาชีวอนามัยและความปลอดภัยที่เหมาะสม ป้องกันอุบัติเหตุและผลกระทบต่อสุขภาพของพนักงาน ผู้รับเหมา และผู้เกี่ยวข้อง พร้อมส่งเสริมวัฒนธรรมความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง

เสรีภาพในการสมาคมและการเจรจาต่อรองร่วมกัน

เคารพสิทธิของพนักงานในการรวมกลุ่ม จัดตั้งสมาคม หรือมีผู้แทนเพื่อเจรจาต่อรองเกี่ยวกับสภาพการจ้างงาน โดยต้องไม่ข่มขู่ กีดกัน หรือเลือกปฏิบัติต่อผู้ใช้สิทธิดังกล่าว ภายใต้กรอบของกฎหมายและความสงบเรียบร้อย

การเคารพสิทธิของชุมชนและสังคม

ดำเนินธุรกิจโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อชุมชน สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และวิถีชีวิตของประชาชนในพื้นที่ดำเนินงาน เปิดรับฟังความคิดเห็นของชุมชนอย่างเหมาะสม และร่วมพัฒนาคุณภาพชีวิตของชุมชนอย่างยั่งยืน

ความรับผิดชอบด้านสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่อุปทาน

สื่อสารความคาดหวังด้านสิทธิมนุษยชนไปยังคู่ค้า ผู้รับเหมา และพันธมิตรทางธุรกิจ พร้อมประเมินความเสี่ยงและติดตามการปฏิบัติ เพื่อป้องกันและลดโอกาสเกิดการละเมิดสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่คุณค่า

การคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลและความเป็นส่วนตัว

เคารพสิทธิความเป็นส่วนตัวของผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม โดยจัดให้มีมาตรการในการเก็บ ใช้ เปิดเผย และปกป้องข้อมูลส่วนบุคคลอย่างเหมาะสมและปลอดภัย ตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง

การสื่อสาร การสร้างความตระหนักรู้ และการฝึกอบรม

สื่อสารนโยบายและแนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนให้แก่พนักงาน คู่ค้า และผู้มีส่วนได้เสียอย่างสม่ำเสมอ พร้อมจัดการฝึกอบรมและกิจกรรมเพื่อสร้างความเข้าใจและส่งเสริมพฤติกรรมที่เคารพสิทธิมนุษยชน

การร้องเรียน การคุ้มครอง และการเยียวยา

บริษัทต้องจัดให้มีช่องทางร้องเรียนที่เข้าถึงได้ ปลอดภัย และเป็นความลับ สำหรับผู้ที่ได้รับผลกระทบหรือพบเห็นการละเมิดสิทธิมนุษยชน พร้อมกระบวนการตรวจสอบอย่างเป็นธรรม การคุ้มครองผู้ร้องเรียน และการดำเนินการแก้ไขหรือเยียวยาผลกระทบอย่างเหมาะสม

การตรวจสอบและพัฒนาอย่างต่อเนื่อง

ดำเนินกระบวนการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence) เพื่อติดตาม ประเมิน และปรับปรุงมาตรการด้านสิทธิมนุษยชนอย่างสม่ำเสมอ รวมถึงทบทวนนโยบายและแนวปฏิบัติให้ทันต่อบริบททางธุรกิจและกฎหมายที่เปลี่ยนแปลงไป

และเพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างโปร่งใส สร้างคุณค่าที่ยั่งยืนแก่ผู้มีส่วนได้เสีย และเติบโตไปพร้อมกับสังคมอย่างสมดุล บริษัทได้กำหนดโครงสร้างความรับผิดชอบและการกำกับดูแลด้านสิทธิมนุษยชนที่ชัดเจน ดังนี้

  • คณะกรรมการบริษัท มอบหมายหน้าที่กำกับดูแลด้านสิทธิมนุษยชนในหลายระดับ ได้แก่ คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการพัฒนาอย่างยั่งยืน ทำหน้าที่กำกับดูแล (oversight) การดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชน กำหนดทิศทางเชิงนโยบาย ติดตามผลการดำเนินงาน และประเด็นสำคัญที่อาจกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสีย พร้อมให้ข้อเสนอแนะเพื่อการปรับปรุงอย่างต่อเนื่อง คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง กำกับดูแลความเสี่ยงด้านความยั่งยืน ซึ่งครอบคลุมความเสี่ยงจากการละเมิดสิทธิมนุษยชน และบูรณาการประเด็นดังกล่าวเข้าสู่กระบวนการบริหารความเสี่ยงขององค์กร ขณะที่คณะกรรมการตรวจสอบ ทำหน้าที่ตรวจสอบความเพียงพอของระบบควบคุมภายใน และการปฏิบัติตามมาตรการที่เกี่ยวข้อง
  • ผู้บริหารระดับสูง มีหน้าที่ผลักดันนโยบายไปสู่การปฏิบัติ โดยบูรณาการประเด็นสิทธิมนุษยชนเข้ากับกลยุทธ์ธุรกิจ การบริหารความเสี่ยง และการตัดสินใจเชิงปฏิบัติการ พร้อมจัดสรรทรัพยากรที่จำเป็น ทั้งด้านบุคลากร งบประมาณ และการพัฒนาศักยภาพ เพื่อให้การบริหารจัดการด้านสิทธิมนุษยชนดำเนินได้อย่างต่อเนื่องและมีประสิทธิภาพ
  • ในระดับปฏิบัติการ บริษัทแต่งตั้งคณะทำงานด้านสิทธิมนุษยชนและความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม ซึ่งประกอบด้วยผู้แทนจากหลายหน่วยงาน ทำหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติจริง ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่น ทรัพยากรบุคคล ความยั่งยืน กฎหมาย และจัดซื้อ เพื่อดูแลการประเมินความเสี่ยง การป้องกันผลกระทบ การติดตามผล และการรายงานอย่างเป็นระบบ
การประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน

บริษัทบูรณาการประเด็นความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนเป็นส่วนหนึ่งของกระบวนการบริหารความเสี่ยงองค์กร (Enterprise Risk Management: ERM) ภายใต้กรอบการบริหารความเสี่ยงด้านความยั่งยืน (ESG Risk) ในมิติด้านสังคม โดยพิจารณาควบคู่กับความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์ การดำเนินงาน การเงิน และการปฏิบัติตามกฎหมาย เพื่อให้การเติบโตทางธุรกิจเป็นไปอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและผู้มีส่วนได้เสีย

โดยบริษัทดำเนินการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนและแรงงาน (Human Rights Risk Assessment: HRRA) ภายใต้กระบวนการตรวจสอบด้านสิทธิมนุษยชนอย่างรอบด้าน (Human Rights Due Diligence) ทั้งสำหรับกิจการหรือโครงการใหม่ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต รวมถึงกิจการหรือโครงการที่อยู่ระหว่างการดำเนินงาน เพื่อระบุและจัดลำดับประเด็นปัญหาด้านสิทธิมนุษยชนที่มีนัยสำคัญและสอดคล้องกับลักษณะธุรกิจ ครอบคลุมการดำเนินงานในทั้ง 3 กลุ่มธุรกิจ ได้แก่ ธุรกิจพลังงาน ธุรกิจอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูง และธุรกิจวิศวกรรมและงาน Turnkey รวมถึงกิจกรรมตลอดห่วงโซ่คุณค่าทางธุรกิจ โดยการประเมินครอบคลุมประเด็นสิทธิมนุษยชนและแรงงานที่อาจเกิดขึ้นจากการดำเนินงานของบริษัทและคู่ค้าธุรกิจ ตลอดจนผลกระทบต่อชุมชนและผู้มีส่วนได้เสีย โดยใช้หลักเกณฑ์เดียวกับการประเมินความเสี่ยงองค์กร พิจารณาทั้งโอกาสในการเกิดเหตุการณ์ (Likelihood) และความรุนแรงของผลกระทบ (Severity) เพื่อจัดลำดับความสำคัญของประเด็นความเสี่ยง และกำหนดมาตรการป้องกันและบรรเทาผลกระทบอย่างเหมาะสม ทั้งนี้ บริษัทได้นำประเด็นความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียมาประกอบการพิจารณา โดยอาศัยข้อมูลจากการมีส่วนร่วมทางอ้อม เช่น ผลการสำรวจความพึงพอใจ ข้อมูลจากการประชุมหรือเวทีรับฟังความคิดเห็นในบริบทอื่น รวมถึงข้อมูลเชิงสังคมและข้อมูลทุติยภูมิที่มีอยู่ เพื่อให้การระบุและประเมินความเสี่ยงครอบคลุมประเด็นสิทธิมนุษยชนที่มีนัยสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจและผู้มีส่วนได้เสียของบริษัท ดังนี้

สิทธิพนักงาน สิทธิคู่ค้าธุรกิจ/ผู้รับเหมา สิทธิลูกค้า สิทธิชุมชน

1.1 สภาพการทำงาน (ชั่วโมงการทำงานที่เกินจำเป็น)

1.2 สุขภาพและความปลอดภัย

1.3 การจ้างแรงงานผิดกฎหมาย (แรงงานเด็ก แรงงานบังคับ และการค้ามนุษย์ทุกรูปแบบ)

1.4 การเลือกปฏิบัติ

1.5 เสรีภาพในการสมาคมและสิทธิในการเจรจาต่อรองร่วมกัน

1.6 การคุกคามและความรุนแรงในที่ทำงาน

1.7 ค่าจ้างและสวัสดิการที่เป็นธรรม

2.1 สภาพการทำงาน (ชั่วโมงการทำงานที่เกินจำเป็น)

2.2 สุขภาพและความปลอดภัย

2.3 การจ้างแรงงานผิดกฎหมาย (แรงงานเด็ก แรงงานบังคับ และการค้ามนุษย์ทุกรูปแบบ)

2.4 การเลือกปฏิบัติ

2.5 ค่าจ้างและสวัสดิการที่เป็นธรรม

3.1 สุขภาพและความปลอดภัย

3.2 การเลือกปฏิบัติ

3.3 การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคล

4.1 สุขภาพและความปลอดภัย

4.2 มาตรฐานการครองชีพ

4.3 สิทธิในการครอบครองที่ดินและการย้ายถิ่นฐานโดยบังคับ

4.4 สิทธิในการมีส่วนร่วมและการรับรู้ข้อมูล

จากผลการประเมินความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนปี 2568 ซึ่งแสดงใน Risk Matrix ข้างต้น พบว่าประเด็นส่วนใหญ่มีระดับความเสี่ยงต่ำ ได้แก่ สภาพการทำงาน (1.1) สุขภาพและความปลอดภัย (1.2) การจ้างแรงงานผิดกฎหมาย (1.3) การเลือกปฏิบัติ (1.4) เสรีภาพในการสมาคมและสิทธิในการเจรจาต่อรองร่วมกัน (1.5) การคุกคามและความรุนแรงในที่ทำงาน (1.6) และค่าจ้างและสวัสดิการที่เป็นธรรม (1.7) ของพนักงาน, สภาพการทำงาน (2.1) สุขภาพและความปลอดภัย (2.2) การจ้างแรงงานผิดกฎหมาย (2.3) การเลือกปฏิบัติ (2.4) และค่าจ้างและสวัสดิการที่เป็นธรรม (2.5) ของคู่ค้าธุรกิจ/ผู้รับเหมา, สุขภาพและความปลอดภัย (3.1) และการเลือกปฏิบัติ (3.2) ของลูกค้า และ สุขภาพและความปลอดภัยของชุมชน (4.1) ขณะที่ประเด็นที่อยู่ในระดับความเสี่ยงปานกลาง ได้แก่ การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า (3.3) มาตรฐานการครองชีพของชุมชน (4.2) สิทธิในการครอบครองที่ดิน และการย้ายถิ่นฐานโดยบังคับของชุมชน (4.3) และสิทธิในการมีส่วนร่วมและการรับรู้ข้อมูลของชุมชน (4.4)

ทั้งนี้ บริษัทไม่พบประเด็นความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนที่อยู่ในระดับสูง และ สูงมาก โดยผลการประเมินดังกล่าวถูกนำไปใช้กำหนดมาตรการป้องกัน บรรเทาผลกระทบ และติดตามอย่างต่อเนื่องภายใต้ระบบบริหารความเสี่ยงองค์กร เพื่อเสริมสร้างการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนและเคารพสิทธิมนุษยชนในทุกมิติ

การบูรณาการและบริหารจัดการ

เนื่องจากผลการประเมินไม่พบประเด็นด้านสิทธิมนุษยชนที่อยู่ในระดับสูง และสูงมาก บริษัทจึงนำผลการประเมินความเสี่ยงที่อยู่ในระดับปานกลางมาบูรณาการเพื่อกำหนดมาตรการในการบริหารจัดการเพื่อป้องกันและลดผลกระทบของระบบการจัดการภายใน เพื่อลดและควบคุมโอกาสในการเกิดรวมถึงระดับความรุนแรงของผลกระทบ ที่อาจส่งผลกระทบต่อผู้มีส่วนได้เสียในห่วงโซ่คุณค่าธุรกิจ ดังนี้

ประเด็นความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน ผู้มีส่วนได้เสีย มาตรการป้องกันและควบคุมความเสี่ยง
การละเมิดข้อมูลส่วนบุคคลของลูกค้า (3.3)

ลูกค้า

กำหนดนโยบายและมาตรการด้านการคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคลให้สอดคล้องกับกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ควบคุมสิทธิการเข้าถึงข้อมูล ใช้ระบบความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ (Firewall, 2FA, DRP) และอบรมพนักงานด้านการรักษาความลับอย่างสม่ำเสมอ
มาตรฐานการครองชีพของชุมชน (4.2)

ชุมชนและสังคม

ส่งเสริมการจ้างงานท้องถิ่น สนับสนุนกิจกรรมพัฒนาชุมชนและ CSR อย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกทางเศรษฐกิจและยกระดับคุณภาพชีวิตให้กับคนในชุมชน
สิทธิในการครอบครองที่ดิน และการย้ายถิ่นฐานโดยบังคับของชุมชน (4.3)

ชุมชนและสังคม

ตรวจสอบเอกสารสิทธิที่ดินอย่างถูกต้อง ดำเนินการเช่าหรือใช้ที่ดินอย่างโปร่งใส และสื่อสารทำความเข้าใจกับชุมชนก่อนพัฒนาโครงการ
สิทธิในการมีส่วนร่วมและการรับรู้ข้อมูลของชุมชน (4.4)

ชุมชนและสังคม

จัดประชุมรับฟังความคิดเห็น (ประชาพิจารณ์) สื่อสารข้อมูลโครงการอย่างโปร่งใส และเปิดช่องทางรับฟังความคิดเห็นและข้อร้องเรียนจากชุมชน

นอกจากนี้บริษัทยังให้ความสำคัญกับ การปฏิบัติต่อแรงงานอย่างเป็นธรรม ซึ่งถือเป็นกลไกหลักในการป้องกันความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนภายในองค์กร จึงบูรณาการแนวคิดการเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์เข้ากับการบริหารทรัพยากรบุคคล โดยมุ่งส่งเสริม ความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม (Diversity, Equity & Inclusion: DEI) เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เปิดกว้าง เป็นธรรม และไม่เลือกปฏิบัติ การดำเนินงานด้าน DEI ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงด้านการเลือกปฏิบัติและการปฏิบัติต่อแรงงานอย่างไม่เป็นธรรม แต่ยังเป็นรากฐานสำคัญในการเสริมสร้างความผูกพันของพนักงาน และสนับสนุนการเติบโตขององค์กรอย่างยั่งยืน โดยในลำดับถัดไป บริษัทจึงรายงานข้อมูล โครงสร้างและสัดส่วนพนักงาน เพื่อสะท้อนถึงความหลากหลายของบุคลากรภายในองค์กรในมิติต่าง ๆ อันเป็นผลลัพธ์จากการ บูรณาการแนวทางดังกล่าวสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม

ข้อมูลความหลากหลายของพนักงาน
พนักงานทั้งหมด
1,217
คน
พนักงานชาย
พนักงานหญิง
พนักงานจำแนกตามระดับตำแหน่งงาน
ระดับปฏิบัติการ
ระดับต้น-กลาง
ระดับหัวหน้าแผนก
ระดับผู้จัดการ
ระดับตำแหน่ง
พนักงานจำแนกตาม Generation
Generation Z
Generation Y
Generation X
Baby Boom
พนักงานจำแนกตามประเภทการจ้างงาน
พนักงานประจำ
พนักงานชั่วคราว
พนักงานจำแนกตามสัญชาติ
สัญชาติไทย
ต่างชาติ
จ้างงานผู้พิการ/ผู้ทุพพลภาพ
8
คน
จ้างงานผู้สูงอายุ
12
คน

บริษัทดำเนินงานตามกลยุทธ์และแนวทางในการปฏิบัติต่อแรงงานอย่างเป็นธรรม และพัฒนาบุคลากรอย่างรอบด้าน เพื่อสร้างสภาพแวดล้อมการทำงานที่เอื้อต่อความสุข ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วมของพนักงานทุกคน โดยยึดมั่นในการเคารพสิทธิมนุษยชนและปฏิบัติตามกฎหมายคุ้มครองแรงงานและมาตรฐานแรงงานสากลที่เกี่ยวข้อง บริษัทเคารพและสนับสนุนเสรีภาพในการรวมกลุ่มและสิทธิในการร่วมเจรจาต่อรองร่วมกันของพนักงาน โดยเปิดโอกาสให้พนักงานมีส่วนร่วมและสื่อสารกับฝ่ายบริหารอย่างเหมาะสม บริษัทปฏิบัติต่อพนักงานอย่างเท่าเทียมโดยไม่เลือกปฏิบัติบนพื้นฐานของเชื้อชาติ ศาสนา เพศสภาพ อายุ เพศวิถี ความพิการ หรือสัญชาติ ครอบคลุมกระบวนการสรรหา การจ้างงาน และการพัฒนาอาชีพ พร้อมทั้ง บริหารจัดการชั่วโมงการทำงานและการทำงานล่วงเวลาอย่างเหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงจากการทำงานเกินความจำเป็น และให้ค่าจ้าง ค่าตอบแทน และสวัสดิการที่เป็นธรรมและเพียงพอต่อการดำรงชีวิต สูงกว่าค่าจ้างขั้นต่ำที่กฎหมายกำหนด ทั้งนี้ บริษัทส่งเสริมความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม (Diversity, Equity & Inclusion: DEI) เพื่อให้พนักงานทุกคนสามารถทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพและเติบโตไปพร้อมกับองค์กรอย่างยั่งยืน

ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทมีพนักงานทั้งหมด 1,217 คน แบ่งเป็นพนักงานชาย ร้อยละ 59 และพนักงานหญิง ร้อยละ 41 สะท้อนถึงความหลากหลายด้านเพศภายในองค์กร พนักงานส่วนใหญ่อยู่ในช่วงวัยทำงานหลัก โดยเป็นพนักงาน Generation Y ร้อยละ 50.53, Generation Z ร้อยละ 28.10, และ Generation X ร้อยละ 20.62 ขณะที่พนักงาน Baby Boomer ร้อยละ 0.74 ในด้านโครงสร้างการจ้างงาน บริษัทมีพนักงานประจำคิดเป็น ร้อยละ 84 และพนักงานชั่วคราว ร้อยละ 16 ขณะที่โครงสร้างตำแหน่งงานครอบคลุมทั้งระดับปฏิบัติการ ระดับต้น–กลาง ระดับหัวหน้าแผนก และระดับผู้จัดการ สะท้อนโอกาสในการเติบโตและพัฒนาสายอาชีพภายในองค์กร นอกจากนี้ พนักงานส่วนใหญ่เป็นสัญชาติไทย ร้อยละ 96.30 และพนักงานสัญชาติอื่น ร้อยละ 3.70 นอกจากนี้บริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสทางอาชีพอย่างเท่าเทียม โดยมีการจ้างงานกลุ่มเปราะบาง ได้แก่ พนักงานผู้พิการ/ผู้ทุพพลภาพ จำนวน 8 คน และ พนักงานผู้สูงอายุ จำนวน 12 คน เพื่อสนับสนุนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม และยกระดับคุณภาพชีวิตของบุคลากรอย่างยั่งยืน

การส่งเสริมความหลากหลาย ความเท่าเทียม และการมีส่วนร่วม

นอกจากนี้ บริษัทได้ประกาศใช้นโยบายการลาเพื่อส่งเสริมความหลากหลาย ความเสมอภาค และการไม่เลือกปฏิบัติ (Diversity, Equity and Inclusion: DEI) เพื่อสนับสนุนให้พนักงานทุกคนสามารถใช้สิทธิวันลาได้อย่างเท่าเทียม โดยไม่เลือกปฏิบัติตามเพศ ศาสนา ความเชื่อ หรือสถานภาพส่วนบุคคล บริษัทให้ความสำคัญกับการเคารพอัตลักษณ์และวิถีชีวิตที่หลากหลายของพนักงาน โดยจัดให้มีสิทธิการลาเพื่อการสมรสโดยไม่จำกัดเพศของคู่สมรส ครอบคลุมทั้งการสมรส ชาย - หญิง ชาย - ชาย และ หญิง - หญิง รวมถึงการสมรสที่จดทะเบียนทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ในด้านการเคารพเสรีภาพทางศาสนา บริษัทเปิดโอกาสให้พนักงานทุกศาสนาสามารถใช้สิทธิลาเพื่ออุปสมบทหรือประกอบพิธีทางศาสนาอื่น ๆ เช่น การประกอบพิธีฮัจญ์ รวมถึงการลาเพื่อประกอบพิธีทางศาสนาอันเนื่องมาจากการสูญเสียสมาชิกในครอบครัว ตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด นอกจากนี้ บริษัทได้จัดให้มีการลาเพื่อการผ่าตัดแปลงเพศสำหรับพนักงานทุกเพศ ภายใต้หลักเกณฑ์ที่เหมาะสม เป็นธรรม และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์

ในมิติการมีส่วนร่วมต่อสังคม บริษัทได้กำหนดให้การลาเพื่อร่วมทำกิจกรรมเพื่อสังคมและจิตอาสา (Volunteer Leave) เป็นส่วนหนึ่งของหลักเกณฑ์การลากิจ (Business Leave) โดยพนักงานสามารถใช้สิทธิลากิจ เพื่อเข้าร่วมกิจกรรมอาสาสมัครหรือกิจกรรมเพื่อสังคมและจิตอาสาโดยไม่กระทบต่อสิทธิการทำงานตามปกติ กลไกดังกล่าวสะท้อนถึงการสนับสนุนของบริษัทในการส่งเสริมให้พนักงานมีส่วนร่วมกับองค์กรการกุศลและกิจกรรมเพื่อสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ทั้งนี้ การกำหนดสิทธิ Volunteer Leave ถือเป็นการวางโครงสร้างและกลไกที่ชัดเจนเพื่อสนับสนุนการเป็นอาสาสมัครของพนักงาน สอดคล้องกับเป้าหมายขององค์กรในการสร้างคุณค่าร่วมทางสังคม (Shared Value) และปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งเสริมความรับผิดชอบต่อสังคมควบคู่กับการดูแลพนักงานอย่างเป็นธรรมและเท่าเทียม

การสื่อสารและเสริมสร้างความตระหนักด้านสิทธิมนุษยชน

บริษัทให้ความสำคัญกับการสื่อสารและปลูกฝังวัฒนธรรมองค์กรด้านสิทธิมนุษยชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจ และจิตสำนึกแก่พนักงานทุกระดับในการเคารพสิทธิมนุษยชนและดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบและยั่งยืน บริษัทบูรณาการนโยบายสิทธิมนุษยชน และการปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงาน ไว้ในกระบวนการพัฒนาบุคลากร โดยกำหนดให้เป็นส่วนหนึ่งของ โครงการอบรมปฐมนิเทศพนักงานใหม่ (On Boarding Program) ภายใต้หัวข้อ ESG และการกำหนดเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของธุรกิจ เพื่อให้พนักงานใหม่มีความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนของบริษัท บทบาทและความรับผิดชอบของพนักงาน รวมถึงการป้องกันการละเมิดสิทธิมนุษยชนตลอดห่วงโซ่คุณค่า โดยพนักงานใหม่ผ่านการอบรมและรับรู้นโยบายและแนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนครบถ้วนคิดเป็นร้อยละ 100 และได้จัดทำ หลักสูตร “หลักสิทธิมนุษยชนกับการดำเนินธุรกิจ” ในรูปแบบ e-Learning บนระบบ Gunkul LMS เพื่อส่งเสริมให้พนักงานทุกคนสามารถเข้าถึงการเรียนรู้และทบทวนความรู้ด้านสิทธิมนุษยชนได้อย่างทั่วถึงและต่อเนื่อง เนื้อหาหลักสูตรครอบคลุมประเด็นสำคัญด้านการเคารพสิทธิมนุษยชน การบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชน และการป้องกันการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนของคู่ค้าและผู้มีส่วนได้เสีย นอกจากนี้ยังมีสื่อสารและเผยแพร่นโยบายและแนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนอย่างสม่ำเสมอผ่านช่องทางภายในองค์กร ได้แก่ ระบบ intranet ระบบ Nascenter อีเมลภายใน และสื่อประชาสัมพันธ์ภายในสำนักงาน รวมถึงสื่อสารไปยังผู้มีส่วนได้เสียภายนอกทุกกลุ่มผ่านเว็บไซต์ของบริษัท เพื่อส่งเสริมให้เกิดความเข้าใจและการนำไปปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมทั่วทั้งองค์กร

นอกจากการสื่อสารและอบรมให้ความรู้แก่พนักงานเกี่ยวกับนโยบายด้านสิทธิมนุษยชน บริษัทได้ดำเนินการจัดการและรับมือกับประเด็นปัญหาด้านแรงงานอย่างเป็นระบบ เพื่อป้องกันการละเมิดสิทธิแรงงานภายในองค์กร รวมถึงการเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องกับการใช้แรงงานเด็กและแรงงานบังคับทั้งในกิจกรรมของบริษัทและห่วงโซ่อุปทาน นอกจากนี้ บริษัทได้จัดตั้ง คณะกรรมการสวัสดิการแรงงาน เพื่อเป็นกลไกให้ตัวแทนพนักงานมีส่วนร่วมกับฝ่ายบริหารในการกำกับดูแลและพัฒนาการดำเนินงานด้านแรงงาน โดยทำหน้าที่ให้ข้อเสนอแนะ ตรวจสอบการปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานแรงงาน ดูแลสวัสดิการ ค่าครองชีพ และการบริหารจัดการชั่วโมงการทำงานให้เหมาะสม ไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด รวมถึงเป็นช่องทางการสื่อสารและการเจรจาร่วมกันอย่างเป็นธรรม

ในขณะเดียวกัน บริษัทได้สื่อสารนโยบายและแนวปฏิบัติด้านสิทธิมนุษยชนและแรงงานไปยังคู่ค้าธุรกิจอย่างต่อเนื่องผ่าน “จรรยาบรรณทางธุรกิจของคู่ค้า” ซึ่งกำหนดเป็นเอกสารสำคัญในกระบวนการขึ้นทะเบียนผู้ขาย โดยคู่ค้าต้องรับทราบ ทำความเข้าใจ และลงนามยอมรับหลักปฏิบัติก่อนเริ่มดำเนินธุรกิจร่วมกัน หลักปฏิบัติดังกล่าวครอบคลุมประเด็นสำคัญ เช่น การไม่ใช้แรงงานเด็ก การไม่ใช้แรงงานบังคับ การเคารพเสรีภาพในการสมาคม การบริหารจัดการชั่วโมงการทำงานอย่างเหมาะสม และการจ่ายค่าจ้างและสวัสดิการที่เป็นธรรมและเพียงพอต่อการดำรงชีพ โดยบริษัทมีการจัดเก็บข้อมูลการรับทราบและการยอมรับจรรยาบรรณของคู่ค้าไว้เป็นหลักฐานในระบบทะเบียนผู้ขาย และนำมาใช้เป็นส่วนหนึ่งของการกำกับดูแลและติดตามการปฏิบัติตามมาตรฐานด้านสิทธิมนุษยชนและแรงงานของคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง รวมถึงใช้ข้อมูลดังกล่าวประกอบการพิจารณาความเหมาะสมในการคัดเลือกและรักษาความสัมพันธ์ทางธุรกิจ เพื่อส่งเสริมความตระหนักรู้ ความรับผิดชอบร่วมกัน และการปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงานที่เหมาะสมตลอดห่วงโซ่อุปทาน

การติดตามและรายงานผล

บริษัทมีการติดตาม ทบทวน และประเมินประสิทธิผลของมาตรการบริหารความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนอย่างสม่ำเสมอ โดยบูรณาการไว้ในกระบวนการบริหารความเสี่ยงองค์กร (ERM) และการดำเนินงานด้านความยั่งยืนในระดับปฏิบัติการ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องและคณะทำงานด้านสิทธิมนุษยชนทำหน้าที่ติดตามผลการดำเนินงาน ตัวชี้วัด และประเด็นข้อร้องเรียนที่เกี่ยวข้อง พร้อมรายงานต่อฝ่ายบริหารที่รับผิดชอบเป็นระยะ

จากนั้นผลการดำเนินงานและประเด็นความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญจะถูกรายงานตามสายการกำกับดูแลไปยังคณะกรรมการบริหารความเสี่ยง เพื่อกำกับติดตามความเสี่ยงด้านสิทธิมนุษยชนในภาพรวมของความเสี่ยงด้านความยั่งยืน (ESG Risk) และคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการพัฒนาอย่างยั่งยืน เพื่อพิจารณาผลการดำเนินงานและให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ก่อนรายงานต่อคณะกรรมการบริษัทตามลำดับ ทั้งนี้ บริษัทเปิดเผยผลการดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชนต่อผู้มีส่วนได้เสียเป็นประจำทุกปี ผ่านรายงานความยั่งยืน แบบแสดงรายการข้อมูลประจำปี (56-1 One Report) และเว็บไซต์ของบริษัท เพื่อความโปร่งใสและตรวจสอบได้

การรับข้อร้องเรียนและเยียวยาผลกระทบ
การรับข้อร้องเรียนและเยียวยาผลกระทบ

บริษัทกำหนดกลไกการรับข้อร้องเรียนและแจ้งเบาะแสอย่างเป็นระบบ โปร่งใส และเป็นธรรม เพื่อรองรับประเด็นการประพฤติมิชอบ การละเมิดสิทธิมนุษยชน การเลือกปฏิบัติ การกลั่นแกล้งหรือการคุกคามในที่ทำงาน รวมถึงการกระทำที่ขัดต่อกฎหมาย นโยบาย และจรรยาบรรณทางธุรกิจ โดยเปิดโอกาสให้บุคลากร ผู้มีส่วนได้เสีย และบุคคลภายนอกสามารถแจ้งข้อมูลได้อย่างปลอดภัย ภายใต้หลักความสุจริต ความเป็นกลาง การไม่เลือกปฏิบัติ และการรักษาความลับ พร้อมทั้งคุ้มครองผู้ร้องเรียน พยาน และผู้ให้ข้อมูลจากการตอบโต้หรือการกระทำที่ไม่เป็นธรรม

ช่องทางการร้องเรียน

ผู้ร้องเรียนสามารถแจ้งเบาะแสหรือข้อร้องเรียนผ่านหลายช่องทาง ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของคณะกรรมการตรวจสอบที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเป็นอิสระและเป็นธรรม ได้แก่ อีเมลของคณะกรรมการตรวจสอบ audit_committee@gunkul.com, เว็บไซต์บริษัท ในหัวข้อ แจ้งเบาะแสการทุจริตหรือข้อร้องเรียน, ไปรษณีย์ปิดผนึกถึงประธานคณะกรรมการตรวจสอบ (ที่อยู่ บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง จำกัด (มหาชน) 548 อาคาร วัน ซิตี้ เซ็นเตอร์ (โอซีซี) ชั้นที่ 44 ถนนเพลินจิต แขวงลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพมหานคร 10330) และกล่องรับแจ้งข้อร้องเรียนภายในองค์กร โดยหน่วยงานรับข้อร้องเรียน (ฝ่ายตรวจสอบภายในภายใต้การกำกับของคณะกรรมการตรวจสอบ) ทำหน้าที่รับเรื่อง ลงทะเบียน และคัดกรองเบื้องต้น ทั้งนี้ บริษัทรับพิจารณาข้อร้องเรียนที่ไม่เปิดเผยตัวตน โดยพิจารณาจากความครบถ้วนของข้อมูลและหลักฐานประกอบ

แจ้งเบาะแสการทุจริตหรือข้อร้องเรียน
มาตรการคุ้มครองและรักษาความลับ

บริษัทปกปิดข้อมูล ตัวตน และเอกสารที่เกี่ยวข้องกับผู้ร้องเรียนและผู้เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด จำกัดการเข้าถึงเฉพาะผู้มีหน้าที่ตรวจสอบ และห้ามการกลั่นแกล้ง ข่มขู่ ลดตำแหน่ง หรือการตอบโต้ทุกรูปแบบ ขณะเดียวกันผู้ถูกร้องเรียนมีสิทธิชี้แจงและได้รับความเป็นธรรมตามหลักความเป็นกลาง

การจัดการข้อร้องเรียน การเยียวยา และบทลงโทษ

หากผลการสอบสวนยืนยันว่ามีการกระทำผิด บริษัทจะดำเนินการตามระเบียบวินัยและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง พร้อมกำหนดมาตรการป้องกันไม่ให้เกิดซ้ำ ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือการคุกคาม บริษัทจะกำหนดมาตรการเยียวยาที่เหมาะสมตามหลักสิทธิมนุษยชนสากล โดยคำนึงถึงศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์และความสมัครใจของผู้ได้รับผลกระทบเป็นสำคัญ อาจรวมถึงการขอโทษ การชดเชยความเสียหาย การฟื้นฟูสิทธิ การปรับปรุงสภาพการทำงาน หรือการยุติพฤติกรรมที่ก่อให้เกิดผลกระทบ ทั้งนี้หากพบว่าการร้องเรียนเป็นเท็จโดยเจตนา บริษัทสามารถดำเนินการตามระเบียบและกฎหมายได้ โดยบริษัทจะแจ้งผลการพิจารณาแก่ผู้ร้องเรียนตามความเหมาะสม ภายใต้การรักษาความลับ พร้อมบันทึกข้อมูลลงในทะเบียนข้อร้องเรียน และรายงานสรุปต่อคณะกรรมการตรวจสอบและคณะกรรมการบริษัท รวมทั้งติดตามมาตรการแก้ไขและปรับปรุงเพื่อป้องกันการเกิดเหตุซ้ำ

กลไกดังกล่าวเป็นส่วนสำคัญในการกำกับดูแลกิจการที่ดี ช่วยลดความเสี่ยงด้านทุจริตและสิทธิมนุษยชน และเสริมสร้างความเชื่อมั่นต่อผู้มีส่วนได้เสีย ตลอดจนสนับสนุนสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัย เคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ และเป็นธรรมสำหรับทุกคนในองค์กร

ผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง

พนักงาน
คู่ค้าธุรกิจ
ลูกค้า
คู่แข่ง
ผู้ถือหุ้นและนักลงทุน
หน่วยงานภาครัฐ
พันธมิตรทางธุรกิจ
ชุมชนและสังคม