เป้าหมายและผลการดำเนินงาน

เป้าหมายปี 2568
สัดส่วนบริษัทที่ครอบคลุมโดยมาตรฐานระบบการจัดการสิ่งแวดล้อม (ISO14001:2015) ต่อจำนวนบริษัททั้งหมดที่ดำเนินการ
ผลการดำเนินงานปี 2568
63.83%
เป้าหมายปี 2568
ไม่มี ต้นทุนรวมจากค่าปรับและบทลงโทษด้านสิ่งแวดล้อม
ผลการดำเนินงานปี 2568
0
บาท
เป้าหมายปี 2568
สัดส่วนโครงการที่ได้รับการประเมินผลกระทบด้านความหลากหลายทางชีวภาพต่อจำนวนโครงการทั้งหมดที่ดำเนินการ
ผลการดำเนินงานปี 2568
100%
เป้าหมายปี 2568
ไม่มี โครงการที่ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่คุ้มครองตามนิยามของ IUCN
ผลการดำเนินงานปี 2568
0
โครงการ

ความท้าทายและโอกาสทางธุรกิจ

การพัฒนาโครงการพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้ามีความเชื่อมโยงกับการใช้พื้นที่และทรัพยากรธรรมชาติ ซึ่งอาจส่งผลต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่ดำเนินโครงการ

โดยเฉพาะในช่วงการพัฒนาและก่อสร้างโครงการที่อาจเกี่ยวข้องกับการเปลี่ยนแปลงสภาพพื้นที่ การใช้ที่ดิน และการรบกวนแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิต หากไม่มีการวางแผนและบริหารจัดการอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ผลกระทบต่อระบบนิเวศในพื้นที่ ข้อกังวลจากชุมชนหรือองค์กรที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนข้อจำกัดด้านกฎระเบียบและการอนุมัติโครงการ ซึ่งอาจส่งผลต่อระยะเวลาการพัฒนาโครงการและความต่อเนื่องของแผนการลงทุนของบริษัท ในขณะเดียวกันการให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเป็นระบบ ถือเป็นโอกาสในการยกระดับกระบวนการพัฒนาโครงการให้สอดคล้องกับบริบทของพื้นที่และแนวปฏิบัติที่ดีด้านสิ่งแวดล้อม บริษัทสามารถนำแนวทางการประเมินและบริหารจัดการความเสี่ยงด้านระบบนิเวศมาใช้ตั้งแต่ขั้นตอนการคัดเลือกพื้นที่พัฒนาโครงการ การออกแบบโครงการเพื่อลดผลกระทบต่อพื้นที่ธรรมชาติ การกำหนดมาตรการป้องกันและลดผลกระทบ ตลอดจนการติดตามและฟื้นฟูสภาพแวดล้อมในพื้นที่ดำเนินงาน แนวทางดังกล่าวช่วยเสริมสร้างความเชื่อมั่นจากผู้มีส่วนได้เสีย สนับสนุนการดำเนินโครงการให้เป็นไปอย่างราบรื่น และเพิ่มขีดความสามารถของบริษัทในการพัฒนาโครงการพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานให้เติบโตควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติในระยะยาว

แนวทางการบริหารจัดการและการสร้างคุณค่า

แนวทางการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม

บริษัทดำเนินธุรกิจโดยบูรณาการประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมเข้ากับกลยุทธ์องค์กรอย่างเป็นระบบ ควบคู่กับการเพิ่มสัดส่วนการผลิตพลังงานสะอาด เพื่อลดผลกระทบต่อระบบนิเวศและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม บริษัทกำหนดและทบทวนนโยบายการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นประจำทุกปี เพื่อให้สอดคล้องกับบริบททางธุรกิจ ความเสี่ยง และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย

ทั้งนี้ บริษัทยึดถือระบบการจัดการสิ่งแวดล้อมตามมาตรฐาน ISO 14001 (ISO 14001:2015) มาใช้เป็นกรอบในการกำกับดูแลครอบคลุมในส่วนของโรงงานผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูง โรงไฟฟ้าพลังงานลม และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงส่งเสริมกิจกรรมทางธุรกิจด้านวิศวกรรมและ Turnkey เพื่อควบคุม ป้องกัน และลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อม ตลอดจนเพิ่มประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากร นอกจากนี้ บริษัทยังมุ่งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของบุคลากรและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกภาคส่วนในการพัฒนาและปรับปรุงกระบวนการดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างต่อเนื่อง พร้อมกำหนดและดำเนินมาตรการเชิงป้องกันเพื่อลดผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น รวมถึงติดตามและประเมินผลอย่างเป็นระบบ เพื่อขับเคลื่อนองค์กรสู่ความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนการเติบโตในระยะยาวอย่างมีประสิทธิภาพ

ประเด็นสิ่งแวดล้อม มาตรการป้องกันและแก้ไขเพื่อลดผลกระทบ
คุณภาพอากาศ
  • คัดเลือกใช้วัตถุดิบและสารเคมีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมจัดเก็บในภาชนะปิดสนิทและควบคุมสภาพแวดล้อมอย่างเหมาะสม เพื่อลดความเสี่ยงจากการระเหยและการปล่อยมลพิษที่อันตราย
  • ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและเครื่องจักรประสิทธิภาพสูงมาใช้ในกระบวนการผลิต เพื่อลดการเกิดฝุ่นและสารมลพิษจากแหล่งกำเนิด
  • ส่งเสริมการใช้ยานพาหนะและอุปกรณ์ไฟฟ้าในการขนส่ง เช่น รถยกไฟฟ้า เพื่อลดการปล่อยไอเสียจากเครื่องยนต์สันดาปภายใน
  • จัดหาอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคล (PPE) ที่เหมาะสม และพัฒนาศักยภาพพนักงานผ่านการฝึกอบรมด้านการควบคุมมลพิษและการปฏิบัติตามมาตรฐานสิ่งแวดล้อม
  • ดำเนินการทำความสะอาดพื้นที่ผลิตและบำรุงรักษาเครื่องจักรอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดการสะสมของฝุ่นอุตสาหกรรม
  • ตรวจติดตามคุณภาพอากาศในสถานประกอบการอย่างต่อเนื่อง (Air Quality Workplace) ให้เป็นไปตามข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง พร้อมรายงานผลอย่างโปร่งใส
  • ส่งเสริมการจัดทำและดูแลพื้นที่สีเขียวภายในโครงการเพื่อช่วยยึดเกาะหน้าดิน ป้องกันการพังทลาย และลดการฟุ้งกระจายของฝุ่นละอองตามธรรมชาติ
  • ควบคุมการฟุ้งกระจายของฝุ่นจากการทำความสะอาดแผงโซล่าร์เซลล์ด้วยวิธีการที่เหมาะสม
  • ตรวจสอบและบำรุงรักษาอุปกรณ์ เครื่องจักร และยานพาหนะอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันการปล่อยมลพิษเกินค่ามาตรฐานจากการสึกหรอของเครื่องยนต์
  • จัดทำแนวกันไฟรอบพื้นที่โครงการ เพื่อป้องกันและจำกัดการลุกลามของเพลิงไหม้จากพื้นที่โดยรอบ ซึ่งอาจเป็นแหล่งกำเนิดฝุ่นควันและมลพิษทางอากาศ
  • ตรวจติดตามคุณภาพอากาศในสถานประกอบการอย่างต่อเนื่อง (Air Quality Workplace) ให้เป็นไปตามข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้อง
  • อบรมพนักงานและผู้รับเหมาด้านการใช้งานเครื่องจักรอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมแนวทางการควบคุมฝุ่นละอองในกระบวนการก่อสร้างอย่างเคร่งครัด
  • ติดตั้งระบบพ่นละอองน้ำและควบคุมความชื้นในพื้นที่ปฏิบัติงาน โดยเฉพาะบริเวณที่มีกิจกรรมที่ก่อให้เกิดฝุ่นสูง เพื่อจำกัดการแพร่กระจายของฝุ่นละอองสู่บรรยากาศ
  • ตรวจสอบ บำรุงรักษาสภาพเครื่องยนต์ เครื่องจักรที่ใช้ในการก่อสร้างตามรอบระยะเวลา เพื่อลดการปล่อยมลพิษทางอากาศและรักษาประสิทธิภาพการทำงาน
  • กำหนดให้มีการทำความสะอาดพื้นที่ก่อสร้างเป็นประจำทุกวันภายหลังเสร็จสิ้นการปฏิบัติงาน เพื่อลดการสะสมและปริมาณฝุ่นละอองในบริเวณโครงการและพื้นที่ใกล้เคียง
ระดับเสียง
  • ออกแบบและจัดสรรผังการผลิตอย่างเหมาะสม โดยแยกเครื่องจักรที่มีเสียงดังออกจากพื้นที่ปฏิบัติงานทั่วไปและพื้นที่ชุมชนใกล้เคียง เพื่อลดผลกระทบด้านเสียง
  • ติดตั้งผนังกั้นเสียง (Sound Barriers) หรือฉนวนกันเสียงในบริเวณกระบวนการที่ก่อให้เกิดเสียงสูง เช่น งานตัด เจียร หรือเชื่อม เพื่อลดการแพร่กระจายของเสียงสู่พื้นที่โดยรอบ
  • คัดเลือกและใช้งานเครื่องจักรที่มีเทคโนโลยีลดการสั่นสะเทือนและควบคุมระดับเสียง
  • ดำเนินการตรวจสอบและบำรุงรักษาเครื่องจักรเชิงป้องกันอย่างสม่ำเสมอ เพื่อป้องกันเสียงรบกวนจากการสึกหรอหรือการทำงานผิดปกติ
  • จัดอบรมและสร้างความตระหนักแก่พนักงานเกี่ยวกับการควบคุมเสียง การใช้อุปกรณ์ป้องกันการได้ยิน และผลกระทบด้านสุขภาพจากการสัมผัสเสียงดังในระยะยาว
  • ตรวจวัดและติดตามระดับเสียงในพื้นที่การผลิตอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้เป็นไปตามมาตรฐานกฎหมายและใช้ประกอบการประเมินความเสี่ยงด้านอาชีวอนามัย
  • กำหนดให้พนักงานในพื้นที่เสียงดังสวมอุปกรณ์ป้องกันการได้ยิน (เช่น Ear Plug) และบริหารจัดการหมุนเวียนงานตามข้อกำหนดทางกฎหมาย เพื่อลดการสัมผัสเสียงสะสม
  • ตรวจสอบและบำรุงรักษาอุปกรณ์ไฟฟ้าอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดเสียงจากการสั่นสะเทือน การเสื่อมสภาพ หรือการทำงานผิดปกติของระบบ
  • วางแผนและควบคุมการใช้งานเครื่องจักรหรืออุปกรณ์ซ่อมบำรุงที่มีระดับเสียงสูง โดยหลีกเลี่ยงการใช้งานพร้อมกันหลายจุด
  • ตรวจวัดระดับเสียงบริเวณพื้นที่ปฏิบัติงาน เพื่อควบคุมให้เป็นไปตามมาตรฐานกฎหมายและไม่กระทบต่อสุขภาวะ
  • ตรวจสอบและบำรุงรักษาเครื่องจักรและอุปกรณ์หลักอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดมลพิษทางเสียงจากการเสื่อมสภาพหรือการทำงานที่ผิดปกติของอุปกรณ์
  • จัดทำ Noise Contour Map ครอบคลุมพื้นที่โดยรอบโครงการในช่วงระยะดำเนินการ เพื่อใช้ประเมินความเสี่ยงและวางแผนจัดการด้านเสียงเชิงรุก
  • ตรวจวัดระดับเสียงบริเวณกังหันลม และพื้นที่ปฏิบัติงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมให้เป็นไปตามมาตรฐานกฎหมายและไม่กระทบต่อสุขภาวะ
  • จัดทำแนวกันชนธรรมชาติ โดยส่งเสริมการปลูกแนวต้นไม้รอบพื้นที่ เพื่อลดการแพร่กระจายของเสียงรบกวนสู่พื้นที่ภายนอกและเสริมสร้างความหลากหลายทางชีวภาพ
การปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • ประเมินและรายงานปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง ครอบคลุมทั้งทางตรงและทางอ้อม โดยมุ่งเน้นการทวนสอบจากหน่วยงานรับรองมาตรฐานระดับสากล เพื่อความโปร่งใสและถูกต้องของข้อมูล
  • มุ่งเน้นการใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) และดำเนินมาตรการประหยัดพลังงาน (Energy Saving) ภายในองค์กร พร้อมยกระดับสู่ระบบขนส่งคาร์บอนต่ำ (Low-Emission Transportation) ด้วยการเปลี่ยนผ่านสู่ยานพาหนะไฟฟ้า (EV)
  • เลือกวัตถุดิบ/ผลิตภัณฑ์/บริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-Friendly) และร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจในการพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ยั่งยืน
  • เสริมสร้างศักยภาพบุคลากรผ่านหลักสูตรอบรมด้านความยั่งยืนและการลดก๊าซเรือนกระจก เพื่อสร้างความเข้าใจและแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนภายในองค์กร
  • จัดกิจกรรมกระตุ้นการมีส่วนร่วมของพนักงานในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเชิงบวก เพื่อลดผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากก๊าซเรือนกระจก
การใช้น้ำ
  • ส่งเสริมความตระหนักรู้และสร้างการมีส่วนร่วมของพนักงานในการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่า
  • ติดตั้งนวัตกรรมและอุปกรณ์ประหยัดน้ำมาตรฐานสูงภายในอาคารสำนักงาน
  • ปรับปรุงและควบคุมคุณภาพน้ำเสียด้วยระบบบำบัดน้ำเสียที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้เป็นไปตามข้อกำหนดทางกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
  • นำน้ำที่ผ่านการบำบัดแล้วกลับมาใช้ประโยชน์ใหม่ (Recycled Water) เช่น การบำรุงรักษาพื้นที่สีเขียว และการทำความสะอาดพื้นที่ เพื่อลดการใช้น้ำจากแหล่งน้ำดิบ
  • ดำเนินการตรวจสอบและวิเคราะห์คุณภาพน้ำทิ้งโดยหน่วยงานมาตรฐานอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ก่อนระบายสู่แหล่งน้ำสาธารณะ
  • จัดให้มีบ่อพักน้ำ (Retention Pond) เพื่อรองรับน้ำฝนชะหน้าดิน โดยนำน้ำที่จัดเก็บได้กลับมาใช้ประโยชน์ภายในโครงการ เช่น การลดฝุ่นละอองบนพื้นผิวถนน
การระบายน้ำ
  • ออกแบบและติดตั้งระบบระบายน้ำที่มีประสิทธิภาพ เพื่อรองรับปริมาณน้ำฝน ลดปัญหาน้ำท่วมขัง และป้องกันการกัดเซาะของดิน
  • จัดทำร่องระบายน้ำหรือทางเดินน้ำเพื่อควบคุมทิศทางการไหล และลดความรุนแรงของกระแสน้ำไม่ให้กระทบต่อพื้นที่ข้างเคียง
  • ส่งเสริมการเพิ่มพื้นที่สีเขียวในโรงไฟฟ้า การปลูกต้นไม้หรือและการปลูกพืชคลุมดิน เช่น ต้นหญ้าหรือพืชพันธุ์ที่สามารถช่วยยึดดินและลดการกัดเซาะของดินจากน้ำฝน
  • ควบคุมงานขุดและถมดินในระหว่างการก่อสร้าง เพื่อลดผลกระทบต่อรูปแบบการไหลของน้ำในพื้นที่
  • ดำเนินการวิเคราะห์และประเมินผลกระทบจากการระบายน้ำสู่แหล่งน้ำธรรมชาติหรือพื้นที่โดยรอบอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเปลี่ยนแปลงทางอุทกวิทยาในท้องถิ่น
การใช้พลังงาน
  • ส่งเสริมการใช้พลังงานทดแทนในพื้นที่โรงงานผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูง โรงไฟฟ้า และโครงการก่อสร้าง เพื่อลดการพึ่งพาพลังงานจากเชื้อเพลิงฟอสซิล
  • ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานในกระบวนการผลิต โดยเลือกใช้เครื่องจักรและเทคโนโลยีที่มีประสิทธิภาพสูง เช่น เครื่องจักรพลังงานต่ำหรือระบบฟื้นฟูพลังงาน (Energy Recovery Systems) เพื่อลดการใช้พลังงานโดยรวม
  • เลือกใช้เครื่องมือและอุปกรณ์ไฟฟ้าที่ได้รับการรับรองฉลากประหยัดพลังงานหรือมาตรฐานประสิทธิภาพการใช้พลังงานจากองค์กรระดับสากลที่เชื่อถือได้ เพื่อรับประกันความคุ้มค่าของทรัพยากรตลอดอายุการใช้งาน
  • สร้างวัฒนธรรมองค์กรด้านการอนุรักษ์พลังงาน โดยเสริมสร้างความตระหนักรู้แก่พนักงาน และจัดกิจกรรมรณรงค์เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมในการใช้พลังงานอย่างมีประสิทธิภาพอย่างต่อเนื่อง
ของเสียไม่อันตรายจากกระบวนการผลิต
  • ส่งเสริมการสร้างความตระหนักรู้และรณรงค์การลดปริมาณขยะต้นทาง ผ่านสื่อประชาสัมพันธ์และกิจกรรมส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงาน เพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ทรัพยากรตามหลักการ 3Rs (Reduce, Reuse, Recycle)
  • จัดให้มีถังรองรับของเสีย 4 ประเภท ได้แก่ ของเสียทั่วไป ของเสียที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ ของเสียอันตราย และของเสียอินทรีย์ โดยใช้ภาชนะที่ได้มาตรฐาน มีสัญลักษณ์ระบุประเภทชัดเจน และมีฝาปิดมิดชิดเพื่อป้องกันการปนเปื้อนสู่สิ่งแวดล้อม
  • ดำเนินการรวบรวมและขนส่งของเสียเพื่อนำไปบำบัดหรือกำจัดอย่างถูกสุขลักษณะตามข้อกำหนดของกฎหมาย โดยผ่านผู้ให้บริการที่ได้รับใบอนุญาตอย่างถูกต้อง
  • คัดแยกและรวบรวมของเสียที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ เพื่อส่งเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลหรือแปรรูปให้เกิดประโยชน์สูงสุด ช่วยลดปริมาณขยะที่ต้องนำไปฝังกลบ
ของเสียอันตรายจากกระบวนการผลิต
  • จัดทำทะเบียนรายการของเสียอันตราย เพื่อจำแนกประเภท กำหนดแนวทางการจัดเก็บ การขนส่ง และการบำบัด/กำจัดอย่างถูกต้องตามข้อกำหนดกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง
  • จัดให้มีพื้นที่จัดเก็บของเสียอันตรายที่ปลอดภัยและเป็นสัดส่วน พร้อมระบบป้องกัน การรั่วไหลหรือปนเปื้อน สำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้า แผงโซลาร์เซลล์ที่ชำรุด และของเสียอันตรายจากกระบวนการผลิตอื่น ๆ ก่อนส่งมอบให้ผู้รับกำจัดที่ได้รับอนุญาตตามกฎหมาย
  • ควบคุมกระบวนการรวบรวม ขนส่ง และกำจัดของเสียอันตรายผ่านผู้ให้บริการที่ได้รับอนุญาต พร้อมจัดเก็บเอกสารหลักฐานการกำจัดอย่างครบถ้วนเพื่อการตรวจสอบย้อนหลัง
  • จัดอบรมและสื่อสารให้พนักงานมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับการคัดแยก การจัดเก็บ และการส่งกำจัดของเสียอันตรายอย่างถูกวิธี เพื่อลดความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อมและความปลอดภัย
ความหลากหลายทางชีวภาพ
  • การประเมินความเสี่ยงภาพรวมด้านความหลากหลายทางชีวภาพขององค์กร และประเมินความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพในโครงการใหม่ ผ่านการประเมินผลกระทบทางสิ่งแวดล้อมและสังคม (Environmental and Social Impact Assessment : ESIA) สำหรับโครงการที่มีนัยสำคัญ เพื่อประเมินความเสี่ยงและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพครอบคลุมทั้งระยะก่อสร้างและระยะดำเนินงานของโครงการ พร้อมกำหนดมาตรการป้องกันและติดตามผลอย่างเป็นระบบ
  • ดำเนินมาตรการหลีกเลี่ยง ลด และฟื้นฟูผลกระทบต่อพื้นที่ที่มีความอ่อนไหวด้านความหลากหลายทางชีวภาพ โดยยึดหลักการลดผลกระทบตามลำดับขั้น (Mitigation Hierarchy) และกำกับดูแลอย่างต่อเนื่อง
  • ส่งเสริมการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและกิจกรรมปลูกป่า เพื่ออนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ฟื้นฟูระบบนิเวศ และรักษาสมดุลทางสิ่งแวดล้อมในพื้นที่โครงการและบริเวณโดยรอบ

เพื่อให้การดำเนินงานด้านสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทจึงกำหนดมาตรการป้องกันและลดผลกระทบต่อระบบนิเวศในทุกขั้นตอนของการดำเนินโครงการ ดังแสดงในตารางข้างต้น พร้อมบูรณาการประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพเข้าสู่กระบวนการบริหารจัดการความเสี่ยงและการพัฒนาโครงการอย่างเป็นระบบ โดยมีการดำเนินงานดังนี้

ความมุ่งมั่นด้านความหลากหลายทางชีวภาพ

บริษัทให้ความสำคัญต่อการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการรักษาความสมบูรณ์ของระบบนิเวศ โดยยึดถือแนวทางตามนโยบายการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศที่มุ่งสนับสนุนและมีส่วนร่วมในการปกป้องระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ พร้อมควบคุม ป้องกัน และลดผลกระทบจากการดำเนินธุรกิจอย่างเป็นระบบ บริษัทจึงบูรณาการมิติด้านสิ่งแวดล้อมเข้าสู่กระบวนการพัฒนาโครงการตั้งแต่ระยะเริ่มต้น เพื่อหลีกเลี่ยงและลดผลกระทบต่อถิ่นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตและพื้นที่คุ้มครองตามกฎหมาย พร้อมทั้งส่งเสริมการฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติและการจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรักษาสมดุลของระบบนิเวศและสร้างคุณค่าเชิงบวกต่อสิ่งแวดล้อมในระยะยาว

การประเมินความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
การประเมินความเสี่ยงภาพรวมด้านความหลากหลายทางชีวภาพขององค์กร

บริษัทดำเนินการประเมินความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพครอบคลุมทุกพื้นที่ปฏิบัติงาน ทั้งโครงการที่ดำเนินงานอยู่และโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนาในอนาคต โดยอ้างอิงนิยามพื้นที่คุ้มครองตามมาตรฐานสากลของ IUCN และใช้เครื่องมือ WWF Biodiversity Risk Filter (BRFS) เพื่อระบุและวิเคราะห์ปัจจัยความเสี่ยงเชิงพื้นที่อย่างเป็นระบบ

ขอบเขตการประเมินและดัชนีชี้วัดที่สำคัญ

บริษัทให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ความเสี่ยงใน 2 มิติหลัก เพื่อกำหนดแนวทางบริหารจัดการที่เหมาะสมกับบริบททางนิเวศวิทยาของแต่ละพื้นที่ ได้แก่

  1. ความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risk) ประเมินความสมบูรณ์ของระบบนิเวศโดยรอบ (Ecosystem Condition) และสภาพแวดล้อมทางธรรมชาติที่อาจส่งผลต่อความยั่งยืนของโครงการในระยะยาว
  2. ความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์ (Reputational Risk) วิเคราะห์ความใกล้ชิดของพื้นที่โครงการกับเขตพื้นที่คุ้มครอง (Protected Areas) และพื้นที่สำคัญด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Key Biodiversity Areas: KBAs)

ในปี 2568 บริษัทมีพื้นที่ดำเนินการทั้งหมด 40 โครงการ ครอบคลุมสำนักงานใหญ่ โรงงานผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูง โรงไฟฟ้าพลังงานลม และโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (ไม่รวมโครงการติดตั้งบนหลังคาที่ไม่มีการใช้พื้นที่อย่างมีนัยสำคัญ) โดยทุกโครงการผ่านกระบวนการประเมินความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพ

Number of Sites by Risk Type
Number of Sites by Risk Type
Number of Sites by Risk Type
Number of Sites by Risk Type

WWF Biodiversity Risk Filter Levels

ต่ำมาก (1.0-1.8)

ต่ำ (1.8-2.6)

ปานกลาง (2.6-3.4)

สูง (3.4-4.2)

สูงมาก (4.2-5.0)

ผลการวิเคราะห์ฐานข้อมูลเชิงพื้นที่พบว่า ไม่มีโครงการใดตั้งอยู่ในเขตพื้นที่คุ้มครองตามนิยามของ IUCN โดยภาพรวมระดับความเสี่ยงส่วนใหญ่อยู่ในระดับต่ำถึงปานกลาง และไม่พบพื้นที่ที่มีความเสี่ยงระดับสูงมาก (Very High) อย่างไรก็ตาม เมื่อพิจารณาในมิติ ความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risk) พบโครงการที่มีความเสี่ยงระดับสูงจำนวน 5 โครงการ หรือร้อยละ 12.50 ขณะที่ในมิติ ความเสี่ยงด้านภาพลักษณ์ (Reputational Risk) พบโครงการที่อยู่ในระดับที่ต้องเฝ้าระวังคิดเป็นร้อยละ 42.50 ของโครงการทั้งหมด ผลการประเมินดังกล่าวถูกนำมาใช้ประกอบการจัดลำดับความสำคัญของพื้นที่ที่ต้องมีมาตรการบริหารจัดการด้านความหลากหลายทางชีวภาพอย่างเข้มงวด และใช้เป็นข้อมูลสนับสนุนการออกแบบมาตรการลดผลกระทบตามหลักการ Mitigation Hierarchy ได้แก่ การหลีกเลี่ยง (Avoid) การลดผลกระทบ (Minimize) และการฟื้นฟูหรือชดเชย (Restore and Offset)

การประเมินความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพในโครงการใหม่

บริษัทประเมินผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมและสังคม (Environmental and Social Impact Assessment: ESIA) สำหรับโครงการที่อยู่ระหว่างการพัฒนา เพื่อให้การดำเนินธุรกิจเป็นไปอย่างรับผิดชอบต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพ ในปี 2568 บริษัทได้ดำเนินการประเมินความหลากหลายทางชีวภาพเชิงลึกภายใต้กระบวนการ ESIA สำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ ได้แก่ โครงการ NRTW3 จังหวัดนราธิวาส (60.8 เมกะวัตต์) โครงการ PTN จังหวัดปัตตานี (78.6 เมกะวัตต์) และโครงการ STN จังหวัดสตูล (91.3 เมกะวัตต์) ซึ่งมีกำหนดเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ในปี 2569 เป็นต้นไป การประเมินดังกล่าวใช้เครื่องมือ Integrated Biodiversity Assessment Tool (IBAT) ร่วมกับการสำรวจภาคสนามโดยผู้เชี่ยวชาญอิสระ (Third-party Experts) เพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพตามแนวทาง IFC Performance Standard 6 (PS6) และ IFC Guidance Note 6 โดยมีผลการประเมินที่สำคัญ ดังนี้

  1. การประเมินสถานะถิ่นที่อยู่อาศัย (Habitat Assessment) จากการสำรวจพบว่าพื้นที่โครงการส่วนใหญ่เป็นพื้นที่ที่ผ่านการเปลี่ยนแปลงโดยกิจกรรมของมนุษย์ (Modified Habitat) เช่น พื้นที่เกษตรกรรมและนาข้าวร้าง ซึ่งมีระดับความเปราะบางทางนิเวศวิทยาต่ำ
  2. การจัดการชนิดพันธุ์ที่มีสถานะอนุรักษ์ จากผลการสำรวจความหลากหลายทางชีวภาพในพื้นที่โครงการและบริเวณโดยรอบ พบชนิดพันธุ์ของสิ่งมีชีวิต ดังนี้
ความหลากหลายของชนิดพันธุ์ โครงการ NRTW3 โครงการ PTN โครงการ STN
ความหลากหลายของชนิดพันธุ์ รวม 357 ชนิด 334 ชนิด 308 ชนิด
ชนิดพันธุ์พืช (Flora) 208 ชนิด 199 ชนิด 186 ชนิด
ชนิดพันธุ์สัตว์ (Fauna) 149 ชนิด 135 ชนิด 122 ชนิด

เพื่อให้มั่นใจว่าข้อมูลความเสี่ยงจากการประเมินข้างต้นจะถูกนำไปบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ บริษัทจึงได้นำผลลัพธ์ที่ได้เข้าสู่กระบวนการ "การมีส่วนร่วมเพื่อลดผลกระทบด้านความหลากหลายทางชีวภาพ" โดยยึดหลักการบริหารจัดการตามลำดับขั้นความสำคัญ หรือ Mitigation Hierarchy ตั้งแต่การหลีกเลี่ยงไปจนถึงการชดเชย เพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เป็นบวกต่อธรรมชาติและรักษาความสมดุลของระบบนิเวศในพื้นที่ปฏิบัติงานอย่างเป็นรูปธรรม

การมีส่วนร่วมเพื่อลดผลกระทบด้านความหลากหลายทางชีวภาพ

บริษัทนำผลการประเมินความเสี่ยงด้านความหลากหลายทางชีวภาพมาใช้ในการจัดลำดับความสำคัญของพื้นที่ที่ต้องมีมาตรการบริหารจัดการเชิงรุก โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีค่าความเสี่ยงระดับเฝ้าระวังเพื่อกำหนดมาตรการจัดการเชิงรุกและแผนติดตามตรวจสอบอย่างเข้มงวด ทั้งในโครงการปัจจุบันและโครงการพัฒนาใหม่ ผ่านการประยุกต์ใช้หลักการลำดับขั้นการจัดการผลกระทบ (Mitigation Hierarchy) ควบคู่ไปกับการกำกับดูแลอย่างเป็นระบบ เพื่อมุ่งเน้นการบรรเทาผลกระทบและธำรงไว้ซึ่งความสมบูรณ์ของระบบนิเวศอย่างยั่งยืน

การมีส่วนร่วมเพื่อลดผลกระทบด้านความหลากหลายทางชีวภาพ
รายละเอียดการดำเนินงาน

หลีกเลี่ยงผลกระทบ (Avoid)

  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบและไม่ดำเนินธุรกิจในพื้นที่ที่มีความสำคัญทางความหลากหลายทางชีวภาพ
  • เร่งขยายการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานพลังงานทดแทน เพื่อลดการพึ่งพาทรัพยากรฟอสซิลและจำกัดการปล่อยมลพิษที่ส่งผลกระทบต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและระบบนิเวศในระยะยาว

บรรเทาผลกระทบ (Minimize)

  • ทำตามกฎหมายและข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแลที่เกี่ยวข้องกับประเภทของโรงไฟฟ้าแต่ละประเภท ครอบคลุมกิจกรรมของโครงการที่ดำเนินการอยู่และโครงการใหม่ ให้สอดคล้องกับข้อกำหนดและแนวทางที่เกี่ยวข้องสำหรับโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน ได้แก่ การจัดทำรายงานประมวลหลักการปฏิบัติ (Code of Practice : CoP) ตามประกาศคณะกรรมการกำกับกิจการพลังงานแห่งประเทศไทย (กกพ.) และบูรณาการมาตรฐาน ISO 14001:2015 เข้ากับทุกขั้นตอนการบริหารจัดการโครงการ
  • จัดทำมาตรการลดผลกระทบต่อธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพปฏิบัติตามมาตรการลดผลกระทบต่อธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพตามประเภทโครงการ ได้แก่ ดำเนินการปรับปรุงเครื่องจักรและติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดมลพิษที่มีประสิทธิภาพสูงเพื่อควบคุมการปล่อยมลพิษทางอากาศ รวมถึงการใช้ทรัพยากรน้ำหมุนเวียนโดยนำน้ำทิ้งที่ผ่านการบำบัดกลับมาใช้ภายในโครงการเพื่อลดการรบกวนแหล่งน้ำธรรมชาติ พร้อมทั้งจัดให้มีระบบติดตามและรับฟังข้อร้องเรียนด้านสิ่งแวดล้อมจากชุมชนโดยรอบ เพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์และปรับปรุงสภาพแวดล้อมภายในโครงการให้เอื้อต่อความหลากหลายทางชีวภาพอย่างสม่ำเสมอ เป็นต้น

ฟื้นฟูและชดเชย (Restore and Offset)

  • ดำเนินโครงการเพิ่มพื้นที่สีเขียวและฟื้นฟูแหล่งที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตในพื้นที่ใกล้เคียงโครงการ โดยเฉพาะรอบโรงไฟฟ้าพลังงานลม ผ่านความร่วมมือกับชุมชนและหน่วยงานท้องถิ่น ได้แก่ กิจกรรมปลูกป่าฟื้นฟูระบบนิเวศ ณ หมู่บ้านห้วยบง และหมู่บ้านทรัพย์สมบูรณ์ รวมถึงการพัฒนาภูมิทัศน์เชิงนิเวศในแหล่งท่องเที่ยวชุมชนสง่าพัฒนา
  • มุ่งเน้นการสร้างแนวป้องกันทางธรรมชาติ (Natural Buffers) ที่ช่วยเชื่อมโยงระบบนิเวศเดิมให้สามารถดำรงอยู่ได้อย่างยั่งยืน และเสริมสร้างความตระหนักรู้แก่ผู้มีส่วนได้เสียในการเป็นเครือข่ายอนุรักษ์ธรรมชาติร่วมกับบริษัท
แผนการดำเนินงานในอนาคต

บริษัทมีแผนยกระดับการบริหารจัดการความหลากหลายทางชีวภาพสู่มาตรฐานสากล โดยมุ่งเน้นการจัดทำแผนปฏิบัติการด้านความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Action Plan: BAP) ในพื้นที่ที่มีนัยสำคัญทางนิเวศวิทยาในอนาคต โดยเริ่มจากการคัดเลือกพื้นที่ดำเนินงานที่มีความสำคัญทางนิเวศวิทยา ที่มีความเปราะบางของชนิดพันธุ์พืชและสัตว์ เพื่อนำมาวิเคราะห์และออกแบบแนวทางอนุรักษ์เชิงรุกที่เฉพาะเจาะจง การดำเนินงานนี้มีเป้าหมายเพื่อสร้างผลลัพธ์ที่เป็นบวกต่อธรรมชาติ (Nature Positive) และลดการสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพสุทธิ (No Net Loss) ผ่านการบูรณาการความร่วมมือกับผู้เชี่ยวชาญและชุมชนท้องถิ่น เพื่อสร้างความมั่นคงด้านทรัพยากรธรรมชาติควบคู่ไปกับการเติบโตของธุรกิจพลังงานสะอาดอย่างยั่งยืน

ผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง

พนักงาน
ลูกค้า
ผู้ถือหุ้นและนักลงทุน
หน่วยงานภาครัฐ
ชุมชนและสังคม