เป้าหมายและผลการดำเนินงาน

เป้าหมายปี 2568
ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 และ 2 ขององค์กร ลดลงจากปีฐาน 2567 (เป้าหมายระยะสั้น ปี 2568) ลดลง 7.00%
ผลการดำเนินงานปี 2568
ลดลง 4.87%
เป้าหมายปี 2568
ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 และ 2 ขององค์กร ลดลงจากปีฐาน 2567 (เป้าหมายระยะกลาง ปี 2573) ลดลง 42.00%
ผลการดำเนินงานปี 2568
ลดลง 4.87%

ความท้าทายและโอกาสทางธุรกิจ

การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยเชิงกลยุทธ์ที่มีผลต่อทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทในระยะยาว ธุรกิจพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานมีความอ่อนไหวต่อทั้งผลกระทบทางกายภาพจากสภาพอากาศที่รุนแรงและความผันผวนของสภาพภูมิอากาศ ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงด้านนโยบาย กฎระเบียบ และมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ซึ่งอาจส่งผลต่อต้นทุนโครงการ การออกแบบและก่อสร้าง ความคุ้มค่าการลงทุน และความสามารถในการแข่งขัน หากไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสม อาจกระทบต่อความต่อเนื่องของการดำเนินงานและศักยภาพการเติบโตในอนาคต ขณะเดียวกันการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำและระบบพลังงานสะอาดได้สร้างโอกาสสำคัญต่อการขยายธุรกิจของบริษัท บริษัทมุ่งพัฒนาและลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียนและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานสีเขียว พร้อมสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) และตอบสนองความต้องการพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับทิศทางของประเทศไทยที่ตั้งเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero Emissions) ภายในปี พ.ศ. 2593 การบริหารจัดการความเสี่ยงควบคู่กับการปรับตัวต่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน เป็นกลไกสำคัญที่ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจ พร้อมยกระดับคุณค่าด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมในระยะยาว

แนวทางการบริหารจัดการและการสร้างคุณค่า

การบริหารความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

บริษัทตระหนักว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นปัจจัยภายนอกที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจในระยะยาว ทั้งด้านความต่อเนื่องในการดำเนินงาน ประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า ต้นทุนการดำเนินงาน และแนวโน้มความต้องการพลังงานของตลาด

บริษัทจึงพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการและการเปิดเผยข้อมูลด้านสภาพภูมิอากาศ โดยอ้างอิงกรอบสากล เช่น ข้อเสนอแนะของ Task Force on Climate-related Financial Disclosures (TCFD) และมาตรฐาน IFRS S2 เพื่อเตรียมความพร้อมต่อข้อกำหนดด้านการเปิดเผยข้อมูลในอนาคต แม้บริษัทยังไม่ได้จัดทำรายงานตามกรอบดังกล่าวอย่างเต็มรูปแบบ แต่ได้บูรณาการประเด็นด้านสภาพภูมิอากาศเข้ากับกระบวนการบริหารความเสี่ยงองค์กร (Enterprise Risk Management: ERM) ตามกรอบ COSO-ERM โดยมีการระบุ วิเคราะห์ และประเมินความเสี่ยงครอบคลุมทุกพื้นที่ดำเนินงาน ทั้งโครงการโรงไฟฟ้า งานก่อสร้าง และอาคารสำนักงาน ในประเทศและต่างประเทศ พร้อมกำหนดมาตรการบริหารจัดการ ติดตามผล และเชื่อมโยงกับแผนบริหารความต่อเนื่องทางธุรกิจ (Business Continuity Plan: BCP) เพื่อรองรับสถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อการดำเนินงาน

ในการประเมิน บริษัทจัดประเภทความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ ความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risk) และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risk) โดยพิจารณาผลกระทบในระยะสั้น ระยะกลาง และระยะยาว เพื่อนำผลการประเมินไปใช้ประกอบการวางแผนโครงการ การออกแบบทางวิศวกรรม การบริหารจัดการการดำเนินงาน และการตัดสินใจลงทุน โดยพิจารณาปัจจัยดังกล่าวในการจัดสรรงบลงทุน (CAPEX) สำหรับโครงการพลังงานหมุนเวียน โครงสร้างพื้นฐานที่มีความยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศ และโครงการเพิ่มประสิทธิภาพพลังงานภายในองค์กร รวมถึงการบริหารงบดำเนินงาน (OPEX) ที่เกี่ยวข้องกับมาตรการลดความเสี่ยง เช่น ค่าออกแบบโครงสร้างป้องกันภัยพิบัติ ค่าบำรุงรักษาเชิงป้องกัน และต้นทุนด้านการจัดทำและทวนสอบข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อรักษาเสถียรภาพทางธุรกิจและความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว

การวิเคราะห์สถานการณ์สภาพภูมิอากาศ

บริษัทนำข้อมูลสภาพภูมิอากาศและแนวโน้มความแปรปรวนของสภาพอากาศมาใช้ประกอบการประเมินความเสี่ยงและการวางแผนโครงการ โดยพิจารณาปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบต่อประสิทธิภาพการดำเนินงานและการลงทุนในระยะยาว เช่น แนวโน้มอุณหภูมิที่สูงขึ้น ความถี่และความรุนแรงของพายุ ปริมาณฝน และความแปรปรวนของทรัพยากรพลังงานหมุนเวียน โดยนำข้อมูลสถิติภูมิอากาศย้อนหลังและข้อมูลเฉพาะพื้นที่มาใช้ในการออกแบบและพัฒนาโครงการ เช่น การใช้ข้อมูลน้ำท่วมย้อนหลังเพื่อกำหนดระดับความสูงของโครงสร้างติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์ การวิเคราะห์ข้อมูลความเร็วลมระยะยาวก่อนการลงทุนโครงการพลังงานลม รวมถึงการนำข้อมูลพยากรณ์อากาศมาใช้ในการวางแผนก่อสร้างและการดำเนินงาน เพื่อประเมินความเป็นไปได้ของโครงการและลดความเสี่ยงต่อความต่อเนื่องของการผลิตไฟฟ้า ผลการวิเคราะห์ดังกล่าวถูกนำไปใช้ประกอบการคัดเลือกพื้นที่โครงการ การออกแบบทางวิศวกรรม และการวางแผนการลงทุนในระยะยาว เพื่อเพิ่มความยืดหยุ่นของโครงสร้างพื้นฐานและรองรับความผันผวนของสภาพภูมิอากาศในอนาคต และบริษัทมีแผนพัฒนากระบวนการวิเคราะห์สถานการณ์สภาพภูมิอากาศให้ครอบคลุมยิ่งขึ้นในระยะต่อไป

ประเด็นและผลกระทบจากความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศ
ประเด็นความเสี่ยง ผลกระทบต่อธุรกิจ มาตรการตอบสนองและการปรับตัว
ความเสี่ยงทางกายภาพ (Physical Risk)
เหตุการณ์สภาพอากาศรุนแรงและ ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (น้ำท่วม พายุ ลมแรง หิมะ แผ่นดินไหว) ความเสียหายต่อแผงโซลาร์เซลล์ กังหันลม และโครงสร้างไฟฟ้า การหยุดเดินเครื่องผลิตไฟฟ้าชั่วคราว ค่าใช้จ่ายซ่อมแซมเพิ่ม และกระทบต่อรายได้จากการขายไฟฟ้า
  • ออกแบบและก่อสร้างโครงสร้างโรงไฟฟ้าโดยอ้างอิงข้อมูลภูมิประเทศและสถิติภัยพิบัติในพื้นที่ โดยในโครงการที่อยู่ในพื้นที่เสี่ยงน้ำท่วม บริษัทได้ยกระดับความสูงของโครงสร้างติดตั้งแผงเซลล์แสงอาทิตย์ ให้สูงกว่าระดับน้ำท่วมสูงสุดในรอบ 100 ปี พร้อมติดตั้งระบบระบายน้ำเพิ่มเติมเพื่อเพิ่มความสามารถในการรองรับปริมาณน้ำฝนที่เพิ่มขึ้น
  • ออกแบบโครงสร้างรองรับแรงลมและแรงสั่นสะเทือนตามมาตรฐานวิศวกรรมเฉพาะพื้นที่เสี่ยงพายุและแผ่นดินไหว เช่น โครงการในประเทศญี่ปุ่น
  • ติดตามข้อมูลพยากรณ์อากาศและประกาศเตือนภัยล่วงหน้าอย่างใกล้ชิด เพื่อเตรียมมาตรการป้องกันความเสียหาย
  • จัดทำแผนฉุกเฉิน (Emergency Response Plan) และฝึกซ้อมรับมือภัยพิบัติเป็นประจำ พร้อมจัดทำประกันภัยทรัพย์สินครอบคลุมความเสียหายจากภัยธรรมชาติ
ความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศต่อประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า (แสงแดด ลม อุณหภูมิ) ปริมาณไฟฟ้าที่ผลิตได้ไม่เป็นไปตามประมาณการ ส่งผลต่อรายได้และความคุ้มค่าของโครงการ
  • วิเคราะห์ศักยภาพพลังงานลมจากข้อมูลความเร็วลมต่อเนื่องระยะยาว (มากกว่า 4 ปี) ก่อนตัดสินใจลงทุน
  • ประเมินศักยภาพรังสีดวงอาทิตย์และข้อมูลภูมิอากาศเฉพาะพื้นที่ก่อนพัฒนาโครงการ
  • ติดตามประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าผ่านระบบควบคุมและบำรุงรักษา (Operation & Maintenance: O&M) อย่างต่อเนื่อง
  • ตรวจสอบค่า Performance Ratio และดำเนินการซ่อมบำรุงหรือเปลี่ยนอุปกรณ์ที่เสื่อมสภาพเพื่อรักษาประสิทธิภาพการผลิต
ความเสี่ยงต่อการก่อสร้างโครงการ โครงการก่อสร้างล่าช้า ต้นทุนเพิ่ม และเสี่ยงต่อการเสียค่าปรับตามสัญญา
  • วางแผนงานก่อสร้างโดยคำนึงถึงฤดูกาลและสภาพภูมิอากาศของพื้นที่โครงการ
  • ติดตามข้อมูลสภาพอากาศและประสานงานกับหน่วยงานท้องถิ่นก่อนดำเนินการยกติดตั้งอุปกรณ์สำคัญ
  • ใช้ข้อมูลอุทกวิทยาและภูมิประเทศประกอบการออกแบบผังโครงการ เพื่อลดความเสี่ยงจากน้ำท่วมในไซต์งาน
ผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานและโลจิสติกส์ การขนส่งวัตถุดิบล่าช้า การส่งมอบงานไม่เป็นไปตามสัญญา เสี่ยงค่าปรับ และกระทบความสัมพันธ์กับลูกค้า
  • ฝ่ายโลจิสติกส์ติดตามสถานะการขนส่งวัตถุดิบและประเมินความเสี่ยงด้านเส้นทางขนส่งอย่างสม่ำเสมอ
  • ปรับแผนการจัดซื้อและกำหนดระยะเวลาสำรอง (buffer time) ในการส่งมอบ
  • ประเมินความล่าช้าล่วงหน้าและสื่อสารกับลูกค้าอย่างเป็นทางการเพื่อลดผลกระทบด้านสัญญา
  • บริหารเงื่อนไขสัญญาและกระจายแหล่งจัดหาวัตถุดิบเพื่อลดความเสี่ยงเชิงระบบ
ความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่าน (Transition Risk)
กฎหมายและมาตรฐานด้านสภาพภูมิอากาศ (การเปิดเผยข้อมูล ภาษีคาร์บอน และระบบการซื้อขายสิทธิในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (ETS)) ภาระการรายงานเพิ่ม ต้นทุนดำเนินงานสูงขึ้น และอาจกระทบผลตอบแทนโครงการ
  • รวบรวมและวิเคราะห์ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร
  • จัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกและรายงานการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรเป็นประจำทุกปี
  • เตรียมความพร้อมบุคลากรและระบบข้อมูลเพื่อรองรับข้อกำหนดด้านการเปิดเผยข้อมูลในอนาคต
การแข่งขันและการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างอุตสาหกรรมพลังงาน ความสามารถในการแข่งขันลดลงหากไม่ปรับตัว
  • พัฒนาและลงทุนในโครงการพลังงานหมุนเวียน โครงสร้างพื้นฐานและระบบนิเวศพลังงานสีเขียวแบบครบวงจร
  • พัฒนาเทคโนโลยีและระบบบริหารจัดการพลังงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้า
ความต้องการพลังงานสะอาดของลูกค้าที่เพิ่มขึ้น ต้องปรับรูปแบบผลิตภัณฑ์และบริการ
  • ขยายการพัฒนาโครงการพลังงานหมุนเวียนและบริการด้านพลังงานแบบครบวงจร
  • ขยายฐานลูกค้าและการให้บริการในกลุ่มลูกค้าที่หลากหลาย เพื่อสนับสนุนการใช้พลังงานสะอาดครอบคลุมทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคครัวเรือน
การบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร ความคาดหวังจากหน่วยงานกำกับดูแล นักลงทุน และคู่ค้าให้บริษัทลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก อาจส่งผลให้ต้นทุนการดำเนินงานและการลงทุนเพิ่มขึ้น และอาจกระทบความสามารถในการเข้าถึงแหล่งเงินทุนหรือโอกาสทางธุรกิจ หากไม่สามารถบริหารจัดการได้อย่างเหมาะสม
  • จัดทำบัญชีและวิเคราะห์ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรอย่างเป็นระบบ
  • กำหนดแนวทางและมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในกระบวนการดำเนินงาน
  • ติดตามและประเมินผลการดำเนินงานเพื่อนำไปพัฒนาประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

จากการประเมินความเสี่ยงและโอกาสด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บริษัทพบว่าประเด็นดังกล่าวมีความเชื่อมโยงโดยตรงกับการดำเนินธุรกิจ การลงทุน และความสามารถในการแข่งขันในระยะยาว ทั้งในด้านความเสี่ยงทางกายภาพที่อาจกระทบต่อความต่อเนื่องของการดำเนินงาน และความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านที่เกี่ยวข้องกับนโยบาย กฎระเบียบ และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย บริษัทจึงกำหนดแนวทางการดำเนินงานเพื่อตอบสนองต่อผลกระทบดังกล่าวใน 2 มิติ ได้แก่ 1) การบริหารจัดการเพื่อสนับสนุนการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและ 2) การบริหารจัดการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในองค์กร โดยมีรายละเอียดดังนี้

การบริหารจัดการเพื่อสนับสนุนการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจพลังงานหมุนเวียนครบวงจร บริษัทตระหนักถึงบทบาทของภาคธุรกิจในการมีส่วนร่วมแก้ไขปัญหาการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ จึงมุ่งพัฒนาและนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมพลังงานสะอาดมาใช้ในการดำเนินธุรกิจอย่างต่อเนื่อง เพื่อสนับสนุนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคพลังงาน และส่งเสริมการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำ

บริษัทดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิดเชิงกลยุทธ์ “สร้าง แบ่ง(เบา) และ ปัน” โดยมุ่งพัฒนาโครงการพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงาน เพื่อเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนในระบบพลังงาน สนับสนุนการเข้าถึงพลังงานสะอาดของภาคอุตสาหกรรมและสังคม และสร้างคุณค่าทางสิ่งแวดล้อมควบคู่กับการเติบโตทางธุรกิจในระยะยาว การดำเนินการดังกล่าวถือเป็นการตอบสนองต่อความเสี่ยงจากการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) และความต้องการพลังงานสะอาดที่เพิ่มขึ้น

การบริหารจัดการเพื่อสนับสนุนการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การบริหารจัดการเพื่อสนับสนุนการบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
การบริหารจัดการตามกลยุทธ์ "สร้าง" "แบ่ง(เบา)" และ “ปัน” ที่สอดคล้องตามเป้าหมายของประเทศ
ปริมาณการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนภายในประเทศรวม
758,381.68
เมกะวัตต์-ชั่วโมง
โครงการพลังงานลม
398,364.40
เมกะวัตต์-ชั่วโมง
โครงการพลังงานแสงอาทิตย์
360,017.28
เมกะวัตต์-ชั่วโมง
มีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกของประเทศ
360,231.30
ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

“สร้าง” (Create) บริษัทมีบทบาทสำคัญในระดับประเทศในการดำเนินธุรกิจโรงไฟฟ้าพลังงานทดแทน และพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมทางด้านพลังงาน ที่สามารถช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างมีนัยสำคัญและยั่งยืน โดยบริษัทมีการดำเนินโครงการและกิจกรรมที่สำคัญ ดังนี้

  • ร่วมพัฒนาโครงการพลังงานลม และพลังงานแสงอาทิตย์ ควบคู่กับระบบกักเก็บพลังงานประเภทแบตเตอรี่ภายใต้มาตรการการจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนในรูปแบบ Feed - in Tariff (FiT) ปี 2565 - 2573 สำหรับกลุ่ม ไม่มีต้นทุนเชื้อเพลิงซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศไทย (Power Development Plan : PDP)
  • ขยายธุรกิจพลังงานแสงอาทิตย์แบบติดตั้งบนหลังคาซึ่งเป็นแหล่งผลิตไฟฟ้าแบบกระจายศูนย์ (Distributed Generation : DG) ตามหลัก Decentralization ภายใต้กรอบนโยบาย 4D1E ของกระทรวงพลังงาน
  • พัฒนาธุรกิจและนวัตกรรมใหม่ด้านพลังงาน เช่น โรงไฟฟ้าเสมือน (Virtual Power Plant : VPP) เพื่อรองรับการซื้อขายไฟฟ้าผ่านระบบโครงข่ายไฟฟ้าตามกรอบนโยบาย Third Party Access (TPA) ของภาครัฐ

“แบ่ง(เบา)” (Contribute) บริษัทดำเนินธุรกิจพลังงานทดแทนแบบครบวงจรเพื่อแบ่งเบาการลงทุนและสร้างความเข้มแข็งในธุรกิจพลังงานทดแทน ประกอบไปด้วยธุรกิจหลัก ดังนี้

  • ดำเนินธุรกิจธุรกิจผลิตและจัดจำหน่ายไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ หรือ Private PPA (Power Purchase Agreement) โดยติดตั้ง Solar Rooftop พร้อมอุปกรณ์ และการบริการดูแลรักษาตลอดสัญญา เพื่อผลิตพลังงานไฟฟ้าจำหน่ายภายในองค์กรภาคธุรกิจ โรงงานอุตสาหกรรม ที่มีการใช้ไฟฟ้าในปริมาณมาก โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ส่งผลให้ผู้บริโภคได้ใช้ไฟฟ้าในราคาที่ถูกลง และมีการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่ต่ำลง
  • ขยายรูปแบบธุรกิจ Private PPA ลงไปสู่กลุ่มลูกค้าที่เป็นหมู่บ้านจัดสรรหรือคอนโดมิเนียม เพื่อเพิ่มการเข้าถึงไฟฟ้าที่ราคาถูกลงและสะอาดมากขึ้นไปสู่กลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ
  • ดำเนินธุรกิจติดตั้งและบริการสถานีชาร์จรถยนต์ไฟฟ้า (EV Charging Station) สำหรับโครงการคอนโดมิเนียม โดยร่วมลงทุนกับเจ้าของโครงการ เพื่อแบ่งเบาภาระการลงทุนให้และทำให้เจ้าของโครงการมีต้นทุนการติดตั้ง EV Charging Station ที่ถูกลง และทำให้ผู้อยู่อาศัยภายในคอนโดมิเนียมเข้าถึงการใช้ไฟฟ้าจากพลังงานทดแทนได้ง่ายขึ้น เพื่อเป็นการขับเคลื่อนการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในภาคครัวเรือนอย่างยั่งยืน

“ปัน” (Share)

ปริมาณ Renewable Energy Certificate
810,385.84
RECs
โครงการพลังงานลม
398,365.40
RECs
โครงการพลังงานแสงอาทิตย์
412,020.45
RECs
  • ขยายปริมาณและมูลค่าของสินทรัพย์ทางด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Asset) เช่น ใบรับรองการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy Certificate : REC) ของบริษัท
  • แนะนำกลุ่มลูกค้าของบริษัทเพื่อนำเสนอบริการด้านการบริหารจัดการคาร์บอน (Carbon Management) เพื่อช่วยลูกค้าในการดำเนินการเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของตนเอง
  • แบ่งปันความรู้ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ ด้านพลังงานทดแทนแก่สังคม เพื่อสร้างความตระหนักและความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับความสำคัญของพลังงานสะอาด และส่งเสริมให้เกิดการมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์พลังงานและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน
การบริหารจัดการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในองค์กร

นอกเหนือจากการดำเนินธุรกิจพลังงานสะอาด บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมการดำเนินงานขององค์กร โดยมีการรวบรวม ตรวจสอบ และวิเคราะห์ข้อมูลการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ

เพื่อนำมาใช้ประเมินประสิทธิภาพการดำเนินงานและกำหนดมาตรการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่เหมาะสม บริษัทจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกขององค์กรและเปิดเผยข้อมูลตามแนวทางมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง พร้อมดำเนินมาตรการปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้พลังงานและการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อควบคุมและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในองค์กร รวมถึงเตรียมความพร้อมต่อข้อกำหนดด้านการเปิดเผยข้อมูลและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียในอนาคต เพื่อยกระดับการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ บริษัทได้กำหนดกรอบการดำเนินงานและแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยมุ่งเน้นการลดผลกระทบจากกิจกรรมภายในองค์กรอย่างต่อเนื่อง และในปี 2568 บริษัทมีแผนพัฒนาการบริหารจัดการและมาตรการที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานและสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำในระยะยาว ดังนี้

การบริหารจัดการเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกภายในองค์กร
การกำกับดูแลด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

บริษัทกำหนดให้ประเด็นด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศเป็นส่วนหนึ่งของการกำกับดูแลกิจการ โดยคณะกรรมการบริษัททำหน้าที่กำกับดูแลในภาพรวม และมอบหมายให้คณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการพัฒนาอย่างยั่งยืนกำหนดทิศทาง กลยุทธ์ และเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กร ขณะที่คณะกรรมการบริหารความเสี่ยง ซึ่งประกอบด้วยกรรมการบริษัท ประธานกรรมการบริหาร และประธานเจ้าหน้าที่ด้านการเงินและบัญชี ทำหน้าที่กำกับติดตามการบริหารจัดการความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงพิจารณาผลกระทบที่อาจมีต่อการดำเนินธุรกิจ และกำกับติดตามผลการดำเนินงานและให้ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายอย่างสม่ำเสมอ

ในระดับปฏิบัติ บริษัทได้จัดตั้งคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาองค์กรสู่ความยั่งยืน โดยมีประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) เป็นประธานคณะกรรมการ และมีประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ (COO) รวมถึงผู้บริหารของแต่ละหน่วยงานเป็นกรรมการ ทำหน้าที่กำกับขับเคลื่อนแผนงานด้านสิ่งแวดล้อมและการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศให้สอดคล้องกับนโยบายและเป้าหมายขององค์กร นอกจากนี้ บริษัทยังได้จัดตั้งคณะทำงานชุดย่อยด้านสิ่งแวดล้อมและการตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และคณะทำงานจัดทำการประเมินและสอบทานการปล่อยก๊าซเรือนกระจก เพื่อดำเนินการตามแผนงาน รวบรวมและติดตามข้อมูล พร้อมรายงานผลต่อคณะกรรมการบริษัทและคณะกรรมการชุดย่อยเป็นระยะ ขณะเดียวกัน ผู้แทนจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทำหน้าที่สนับสนุนการดำเนินงานและการบริหารจัดการความเสี่ยงด้านสภาพภูมิอากาศให้เป็นไปตามเป้าหมายที่กำหนด

นอกจากนี้บริษัทมีการทบทวนนโยบายการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างสม่ำเสมอ และประกาศใช้เป็นแนวปฏิบัติภายในองค์กร เพื่อสนับสนุนการบริหารความเสี่ยงและการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับทิศทางธุรกิจและความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย

การประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

บริษัทดำเนินการประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการดำเนินงานขององค์กรอย่างเป็นระบบ โดยมีการจำแนกกิจกรรมที่ก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามแหล่งที่มาและขอบเขตการปล่อย เพื่อให้สามารถติดตามและบริหารจัดการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกได้อย่างเหมาะสม ครอบคลุมการดำเนินงานของสำนักงานใหญ่ และกลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ กลุ่มธุรกิจพลังงาน กลุ่มธุรกิจวิศวกรรมและ Turnkey และกลุ่มธุรกิจอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูง โดยจัดทำบัญชีก๊าซเรือนกระจกขององค์กรตามมาตรฐาน ISO 14064-1:2018 เพื่อใช้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการวิเคราะห์แนวโน้มการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ประเมินประสิทธิภาพการดำเนินงาน และกำหนดแนวทางการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง และเพื่อสร้างความน่าเชื่อถือของข้อมูล บริษัทได้ให้หน่วยงานภายนอกที่เป็นอิสระดำเนินการทวนสอบความถูกต้องของข้อมูล และได้รับการรับรองปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5

การกำหนดเป้าหมายและกลยุทธ์

บริษัทพิจารณากำหนดเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งระยะสั้นและระยะยาว ตามหลักการทางวิทยาศาสตร์ (Science Based Targets initiative: SBTi) เพื่อให้การดำเนินงานด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรมีความชัดเจนและต่อเนื่อง ในปี 2568 บริษัทได้ทบทวนและปรับปรุงเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับทิศทางกลยุทธ์และแผนการดำเนินงานขององค์กร โดยปรับปีฐานจากปี 2566 เป็นปี 2567 และยังคงกำหนดเป้าหมายตามแนวทาง SBTi โดยตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในขอบเขตที่ 1 และขอบเขตที่ 2 ร้อยละ 7 ต่อปี เพื่อให้สามารถลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสะสมรวมร้อยละ 42 ภายในปี 2573 เมื่อเทียบกับปีฐาน 2567 อันเป็นการสนับสนุนความพยายามในการจำกัดการเพิ่มขึ้นของอุณหภูมิเฉลี่ยของโลกไม่ให้เกิน 1.5 องศาเซลเซียส

นอกจากนี้ บริษัทได้กำหนดกลยุทธ์การบริหารจัดการเพื่อบรรลุเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้สอดคล้องกับการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อมและการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ รวมถึงทิศทางนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศไทยและเป้าหมายการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในระดับสากล โดยมีแนวทางดำเนินงานดังนี้

กลยุทธ์ แผนการดำเนินงาน
Energy Saving
ระยะสั้น ปี 2567-2569
  • สร้างความตระหนักในการประหยัดพลังงาน (Activity, Campaign)
  • ปรับปรุงประสิทธิภาพเพื่อลดการใช้ไฟฟ้าในองค์กร (LED, Smart Technology)
  • ปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้งานเพื่อลดการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงในยานพาหนะ (Eco-driving, Fleet Management, Maintenance)
  • ปรับปรุงประสิทธิภาพระบบบริหารจัดการพลังงานในการขนส่งผลิตภัณฑ์ (Logistics and Transport Management)
Renewable Energy
ระยะสั้น ปี 2567-2569
  • ติดตั้งและเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคาหรือพื้นที่ภายในองค์กร (Smart PV & Field Light) เพื่อเพิ่มสัดส่วนการใช้ไฟฟ้าจากพลังทดแทนในองค์กร
Low-Emission Transportation
ระยะกลาง ปี 2567-2571
  • ปรับเปลี่ยนไปใช้ยานพาหนะไฟฟ้า (EV)
  • จัดทำนโยบาย/โครงการสนับสนุนค่าเดินทางที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
Sustainable Practices
ระยะกลาง ปี 2567-2571
  • ส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า (Reduce Reuse Recycle) ในองค์กร
  • พิจารณาเลือกวัตถุดิบ/ผลิตภัณฑ์/บริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Eco-Friendly)
Sustainable Supply Chain
ระยะยาว ปี 2567-2573
  • สร้างความร่วมมือกับคู่ค้า ลูกค้า หรือผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้องในการปรับปรุงและพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
การกำหนดมาตรการและแผนการดำเนินงาน

บริษัทกำหนดแนวทางการดำเนินงานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างเป็นระบบ โดยพิจารณาจากแหล่งการปล่อยที่มีนัยสำคัญในกระบวนการดำเนินธุรกิจ ครอบคลุมกิจกรรมตั้งแต่ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดมาตรการและแผนงานที่เหมาะสมในแต่ละพื้นที่ดำเนินงาน พร้อมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของผู้บริหาร พนักงาน และผู้มีส่วนได้เสีย เพื่อสร้างความตระหนักรู้และสนับสนุนการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศขององค์กร บริษัทประเมินการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมทางธุรกิจครอบคลุมสำนักงานใหญ่และ 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ กลุ่มธุรกิจพลังงาน กลุ่มธุรกิจวิศวกรรมและ Turnkey และกลุ่มธุรกิจอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูง เพื่อนำข้อมูลไปวิเคราะห์แหล่งการปล่อยที่มีนัยสำคัญและกำหนดแนวทางปรับปรุงประสิทธิภาพการดำเนินงานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง

การดำเนินงานเพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

บริษัทดำเนินการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกตามแผนงานที่กำหนด โดยกำหนดตัวชี้วัดเพื่อติดตามประสิทธิภาพของมาตรการในแต่ละกิจกรรม พร้อมประเมินผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งในระดับกิจกรรมและระดับองค์กร เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับเป้าหมายที่กำหนดไว้ และใช้เป็นข้อมูลในการปรับปรุงการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ บริษัทมีการติดตามและรายงานผลการดำเนินงานต่อผู้บริหารเป็นระยะ เพื่อประเมินความสำเร็จและยกระดับประสิทธิภาพการลดก๊าซเรือนกระจกให้บรรลุตามเป้าหมายขององค์กรอย่างยั่งยืน

นอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการสร้างความร่วมมือกับภายนอก เพื่อขยายผลการดำเนินงานด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในระดับอุตสาหกรรม โดยได้เข้าร่วมเป็นสมาชิกเครือข่ายคาร์บอนนิวทรัลประเทศไทย (Thailand Carbon Neutral Network: TCNN) ในประเภท “องค์กรผู้ริเริ่มด้านการจัดการก๊าซเรือนกระจก” ซึ่งสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการมีส่วนร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายคาร์บอนนิวทรัลของประเทศ ผ่านการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ แนวปฏิบัติที่เป็นเลิศ และการสร้างความร่วมมือกับภาคส่วนต่าง ๆ ในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกและบรรเทาผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอย่างเป็นรูปธรรม

ข้อมูลการการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กร
ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากกิจกรรมขององค์กร
19,633
ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
สำนักงานใหญ่และกลุ่มธุรกิจพลังงาน
2,320
ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
กลุ่มธุรกิจวิศวกรรม และ Turnkey
9,425
ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า
กลุ่มธุรกิจอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูง
7,888
ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า

บริษัทประเมินและทวนสอบปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกครอบคลุม 22 บริษัทใน 3 กลุ่มธุรกิจ ตามมาตรฐาน ISO 14064-1:2018 โดยผู้ทวนสอบภายนอก บริษัท บูโร เวอริทัส เซอทิฟิเคชั่น (ประเทศไทย) จำกัด เพื่อยืนยันความโปร่งใสของข้อมูล ในปี 2568 การปล่อยในขอบเขตที่ 1 และ 2 รวมเท่ากับ 2,948 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (ลดลงร้อยละ 4.87) แม้ยังไม่บรรลุเป้าหมายร้อยละ 7 แต่ขอบเขตที่ 1 ลดลงถึงร้อยละ 10.86 จากมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพเชื้อเพลิงและยานพาหนะไฟฟ้า ส่วนขอบเขตที่ 2 เพิ่มขึ้นเล็กน้อยร้อยละ 0.30 ตามการขยายตัวของกิจกรรมองค์กร ซึ่งบริษัทจะเร่งทบทวนและเพิ่มโครงการด้านพลังงานหมุนเวียนต่อไป สำหรับขอบเขตที่ 3 มีปริมาณการปล่อย 16,685 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่า (ลดลงร้อยละ 34.60) จากการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานและเพิ่มสัดส่วนวัตถุดิบรีไซเคิลในกลุ่มวิศวกรรมและกลุ่มผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้า สะท้อนถึงการปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดซื้อและการผลิตอย่างมีนัยสำคัญ

ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมทั้งองค์กร (tCO2e)
ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมทั้งองค์กร 2023 ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมทั้งองค์กร 2024 ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกรวมทั้งองค์กร 2025
ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 และ 2 (tCO2e)
ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 และ 2 2023 ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 และ 2 2024 ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขอบเขตที่ 1 และ 2 2025
ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (tCO2e) ขอบเขตที่ 3
ปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก ขอบเขตที่ 3

สำนักงานใหญ่และกลุ่มธุรกิจพลังงานทดแทน

กลุ่มธุรกิจวิศวกรรม และ Turnkey

กลุ่มธุรกิจอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูง

การติดตามและรายงานผลการดำเนินงาน

บริษัทมีการติดตามและประเมินประสิทธิผลของมาตรการและแผนงานด้านการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกอย่างต่อเนื่อง โดยประเมินผลการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกทั้งในระดับกิจกรรมและระดับองค์กร เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับเป้าหมายที่กำหนดไว้ และใช้เป็นข้อมูลในการทบทวนและปรับปรุงแผนการดำเนินงานให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ผลการดำเนินงานถูกรวบรวม วิเคราะห์ และสรุปเป็นรายงานเพื่อนำเสนอต่อผู้บริหารและคณะกรรมการที่เกี่ยวข้องเป็นระยะ รวมถึงใช้เป็นข้อมูลประกอบการสื่อสารต่อผู้มีส่วนได้เสียผ่านรายงานความยั่งยืนและช่องทางการสื่อสารขององค์กรอย่างสม่ำเสมอ

ผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง

พนักงาน
คู่ค้าธุรกิจ
ลูกค้า
คู่แข่ง
ผู้ถือหุ้นและนักลงทุน
หน่วยงานภาครัฐ
พันธมิตรทางธุรกิจ
ชุมชนและสังคม
การส่งเสริมการใช้วัตถุดิบรีไซเคิลในกระบวนการผลิต
31 ธันวาคม 2568
สิ่งแวดล้อม
การส่งเสริมการใช้วัตถุดิบรีไซเคิลในกระบวนการผลิต
บริษัทมุ่งมั่นลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกในห่วงโซ่คุณค่า (Scope 3) ควบคู่กับการบริหารจัดการทรัพยากรตามหลักเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)
ยูนิฟอร์มพนักงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
31 ธันวาคม 2568
สิ่งแวดล้อม
ยูนิฟอร์มพนักงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
บริษัทได้เปลี่ยนวัสดุในการผลิตเครื่องแบบพนักงาน (Uniform) เป็นเส้นใยโพลีเอสเตอร์รีไซเคิล (rPET) จำนวน 1,628 ชุด โดยเครื่องแบบแต่ละชุดผลิตจากขวดพลาสติกรีไซเคิลเทียบเท่า 15 ขวด
การขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop)
31 ธันวาคม 2568
สิ่งแวดล้อม
การขยายกำลังการผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop)
บริษัทได้ยกระดับระบบผลิตไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์บนหลังคา (Solar Rooftop) ณ โรงงานผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูง โดยขยายกำลังการผลิตจาก 98.2 กิโลวัตต์พีก (kWp) เป็น 205 กิโลวัตต์พีก (kWp)
การส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicles: EVs)
31 ธันวาคม 2568
สิ่งแวดล้อม
การส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicles: EVs)
บริษัทเดินหน้าขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่การใช้ยานพาหนะที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม โดยนำร่องจัดซื้อรถยนต์ไฟฟ้า (Electric Vehicles: EVs) จำนวน 7 คัน สำหรับการปฏิบัติงานนอกสถานที่
/