ประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนของบริษัทได้รับการทบทวนและประเมินเป็นประจำทุกปี ครอบคลุมทั้งประเด็นที่เป็นความเสี่ยงหรือผลกระทบเชิงลบ และประเด็นที่เป็นโอกาสหรือผลกระทบเชิงบวก ซึ่งได้บูรณาการเข้ากับกระบวนการบริหารความเสี่ยงองค์กร (Enterprise Risk Management: ERM) การประเมินดำเนินการบนหลักการ สาระสำคัญ 2 มิติ (Double Materiality) โดยพิจารณาความสำคัญทั้งผลกระทบภายในต่อธุรกิจ (Outside-in) และผลกระทบภายนอกต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (Inside-out) จากทั้งปัจจัยภายในและกิจกรรมในการดำเนินงาน ตลอดจนปัจจัยภายนอก เช่น แนวโน้มของอุตสาหกรรม ทิศทางและมาตรฐานด้านความยั่งยืนที่เกี่ยวข้อง และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม โดยกระบวนการระบุและจัดลำดับประเด็นสำคัญอ้างอิงตามมาตรฐาน GRI 3: Material Topics และเปิดเผยผลการดำเนินงานตามประเด็นที่สำคัญผ่านรายงานความยั่งยืนประจำปีต่อสาธารณะอย่างต่อเนื่อง

กระบวนการประเมินประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน

ทำความเข้าใจบริบทขององค์กร

บริษัทได้ทบทวนบริบทขององค์กรอย่างครอบคลุมตลอดห่วงโซ่คุณค่า ตั้งแต่ต้นน้ำ ได้แก่ การสำรวจโอกาสการลงทุนและการพัฒนาโครงการด้านพลังงาน ระบบไฟฟ้า และโครงสร้างพื้นฐาน กลางน้ำ ได้แก่ การจัดหาและบริหารผู้รับเหมา การผลิตและติดตั้งอุปกรณ์ และการก่อสร้างโครงการ และปลายน้ำ ได้แก่ การเดินระบบ การบำรุงรักษา การให้บริการลูกค้า รวมถึงการจัดการห่วงโซ่อุปทานและพันธมิตรทางธุรกิจที่เกี่ยวข้อง โดยการทบทวนครอบคลุม

  • ปัจจัยภายใน จากบริบททางธุรกิจ เช่น กลยุทธ์การเติบโตทางธุรกิจ พอร์ตโฟลิโอการลงทุน สมรรถนะบุคลากร วินัยการกำกับดูแลกิจการ และวัฒนธรรมองค์กร
  • ปัจจัยภายนอก เช่น ทิศทางและแนวโน้มพลังงานสะอาด นโยบายพลังงานของประเทศ การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานหมุนเวียน เทคโนโลยีดิจิทัลและไฟฟ้าอัจฉริยะ กฎหมาย กฎระเบียบทางด้านสิ่งแวดล้อม ประเด็นด้านความยั่งยืนที่สอดคล้องตามมาตรฐานด้านความยั่งยืนในประเทศและระดับสากลที่เกี่ยวข้อง เช่น หลักเกณฑ์ตามโครงการสำรวจการกำกับดูแลกิจการบริษัทจดทะเบียน, การประเมินหุ้นยั่งยืน SET ESG Rating, การประเมินความยั่งยืน FTSE Russell ESG Scores, การประเมิน Corporate Sustainability Assessment (CSA), Global Reporting Initiative (GRI) Standards, International Financial Reporting Standards (IFRS) รวมถึงความเสี่ยงที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและภัยธรรมชาติ

พร้อมกันนี้ บริษัทได้รวบรวม ประเด็นสำคัญจากมุมมองผู้มีส่วนได้เสีย ได้แก่ ประเด็นที่อยู่ในความสนใจ และความคาดหวังของผู้มีส่วนได้เสีย ผ่านการสื่อสาร สำรวจ และสร้างการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสียทุกกลุ่ม ประกอบด้วย พนักงาน คู่ค้าธุรกิจ ลูกค้า คู่แข่ง ผู้ถือหุ้นและนักลงทุน หน่วยงานภาครัฐ พันธมิตรทางธุรกิจ และชุมชนและสังคม และนำข้อมูลทั้งหมดถูกนำมาวิเคราะห์เพื่อจัดกลุ่มประเด็นความยั่งยืน ที่เชื่อมโยงกับทิศทางธุรกิจและเป้าหมายการเติบโตระยะยาวของบริษัท ใน 3 มิติ ได้แก่

ระบุผลกระทบที่เกิดขึ้นหรือที่อาจจะเกิดขึ้น

บริษัทระบุทั้ง ผลกระทบเชิงบวกและผลกระทบเชิงลบ ที่เกิดขึ้นจริง และที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต ครอบคลุมกิจกรรมธุรกิจทุกช่วงของห่วงโซ่คุณค่า และในทุกสถานที่ดำเนินงาน รวมถึงกิจกรรมที่ดำเนินการโดย ผู้รับเหมา ผู้ให้บริการภายนอก และพันธมิตรในโครงการร่วมลงทุน โดยการระบุผลกระทบพิจารณาครอบคลุมด้าน

  • เศรษฐกิจ และความสามารถในการแข่งขัน
  • คุณภาพ และความมั่นคงของระบบไฟฟ้า
  • สังคม ชุมชน และสิทธิมนุษยชน
  • ความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมการทำงาน
  • สิ่งแวดล้อม และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

และกระบวนการนี้ดำเนินการควบคู่กับการทบทวนเหตุการณ์ที่ผ่านมา ประเด็นความเสี่ยงทั้งในระดับองค์กรและระดับโครงการ ข้อมูลร้องเรียนและข้อเสนอแนะของผู้มีส่วนได้เสีย รวมถึงข้อกำหนดกฎหมายและมาตรฐานสากลที่บริษัทต้องปฏิบัติตาม เพื่อให้ผลการระบุผลกระทบของประเด็นมีความ ครอบคลุม เป็นระบบ และสอดคล้องกับลักษณะธุรกิจของบริษัท

ประเมินความสำคัญของผลกระทบ

บริษัทประเมินผลกระทบตามหลัก Double Materiality โดยพิจารณา 2 มิติ คือ

  • มิติผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม (Impact Materiality) หรือ ความสำคัญต่อผู้มีส่วนได้เสีย พิจารณาในด้านความรุนแรงของผลกระทบ (Severity) จากขนาดของผลกระทบ (Scale) ขอบเขตของผลกระทบ (Scope) ความสามารถในการฟื้นฟูเยียวยา (Irremediable) และ โอกาสเกิดที่จะเกิดผลกระทบ (Likelihood) ต่อกลุ่มผู้มีส่วนได้เสีย สังคม และสิ่งแวดล้อม
  • มิติผลกระทบต่อธุรกิจและมูลค่าองค์กร (Financial Materiality) หรือ ความสำคัญต่อความสำเร็จของบริษัท พิจารณามูลค่าของผลกระทบทางด้านการเงิน ที่มีต่อรายได้ ต้นทุน และ ROI ของโครงการ (Scale) และขนาดของผลกระทบต่อการดำเนินงานในด้านของความสามารถในการแข่งขัน ความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ ความเสี่ยง ชื่อเสียง และความเชื่อถือของผู้มีส่วนได้เสีย (Scope) และความเป็นไปได้ที่จะเกิดผลกระทบ (Likelihood) โดยใช้ข้อมูลเชิงปริมาณตามเกณฑ์และกรอบการบริหารความเสี่ยงองค์กร (ERM)
จัดลำดับความสำคัญของผลกระทบที่มีนัยสำคัญสำหรับการรายงาน

บริษัทจัดลำดับความสำคัญของประเด็นโดยพิจารณาระดับผลกระทบทั้ง 2 มิติ และนำเสนอผลในรูปแบบ Materiality Matrix ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาทบทวนความถูกต้องและความครบถ้วนโดยคณะกรรมการเพื่อการพัฒนาองค์กรสู่ความยั่งยืน และนำประเด็นที่ผ่านการทบทวน เสนอต่อคณะกรรมการกำกับดูแลกิจการที่ดีและการพัฒนาอย่างยั่งยืน และคณะกรรมการบริษัท เพื่อพิจารณาอนุมัติและยืนยันประเด็น และประเด็นที่ได้รับการยืนยันจะถูกนำไปใช้ในการพัฒนากลยุทธ์ กำหนดแผนการดำเนินงานและเป้าหมายด้านความยั่งยืน และบูรณาการกับกระบวนการบริหารความเสี่ยงและแผนปฏิบัติการของหน่วยงาน พร้อมติดตามความก้าวหน้าและรายงานผลต่อผู้บริหารและผู้มีส่วนได้เสียอย่างโปร่งใส

ผลการประเมินประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน

สำคัญสูงมาก (VH)
2
การบริหารความเสี่ยงและภาวะวิกฤต
8
การพัฒนาบุคลากรแบบองค์รวม
9
ความรับผิดชอบต่อสินค้าและบริการ
13
การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
สำคัญสูง (H)
3
การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน
4
นวัตกรรมและดิจิทัล
5
เสถียรภาพและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
6
อาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน
12
ความหลากหลายทางชีวภาพ
สำคัญปานกลาง (M)
1
การกำกับดูแลกิจการที่ดี
10
การสร้างคุณค่าให้กับสังคม
สำคัญต่ำ (L)
7
การบริหารแรงงานและสิทธิมนุษยชน
11
การบริหารจัดการของเสียจากกระบวนการผลิต

จากการทบทวนและประเมินประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืนในปี 2568 บริษัทได้ต่อยอดจากผลการประเมินในปี 2567 ซึ่งยังคงมีจำนวน 13 ประเด็นสำคัญด้านความยั่งยืน เช่นเดียวกับปีก่อน โดยมีการปรับปรุงรายละเอียดของประเด็นสำคัญ ได้แก่ การเปลี่ยนชื่อประเด็นจำนวน 2 ประเด็น คือ จาก “การกำกับดูแลกิจการที่ดีและจริยธรรมในการดำเนินธุรกิจ” เป็น “การกำกับดูแลกิจการที่ดี” และจาก “การพัฒนานวัตกรรม” เป็น “นวัตกรรมและดิจิทัล” เพื่อให้สะท้อนบริบทและทิศทางการดำเนินธุรกิจของบริษัทได้ชัดเจนยิ่งขึ้น นอกจากนี้ บริษัทได้เพิ่มประเด็นสำคัญใหม่จำนวน 1 ประเด็น คือ “เสถียรภาพและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน” เพื่อทดแทนประเด็น “การดึงดูดและรักษาพนักงาน” ให้สอดคล้องกับลักษณะธุรกิจและความเสี่ยงที่มีนัยสำคัญในปัจจุบัน

ขอบเขตผลกระทบและการนำเสนอประเด็นด้านความยั่งยืนในการรายงาน

We care Business
การกำกับดูแลกิจการที่ดี
GRI 2-9, GRI 2-18, GRI 3, GRI 205, GRI 26, GRI 207

การดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้ มีความรับผิดชอบ และปฏิบัติตามกฎหมายและจรรยาบรรณทางธุรกิจ เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน คู่สัญญา หน่วยงานกำกับดูแล และผู้มีส่วนได้เสีย

การกำกับดูแลกิจการที่ดีอย่างเป็นระบบ เสริมสร้างขีดความสามารถในการบริหารจัดการอย่างโปร่งใส น่าเชื่อถือ ช่วยสนับสนุนการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์และการจัดสรรเงินลงทุนอย่างมีประสิทธิภาพ พร้อมทั้งส่งเสริมจุดยืนของบริษัทในฐานะ “พาร์ตเนอร์ด้านพลังงานสีเขียวและโครงสร้างพื้นฐานที่น่าเชื่อถือ” ซึ่งเอื้อต่อการเข้าถึงแหล่งเงินทุน การร่วมลงทุนกับพันธมิตร และการขยายธุรกิจพลังงานหมุนเวียนและโครงสร้างพื้นฐานในระยะยาว

เพิ่มความเสี่ยงด้านการทุจริต การไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย และการฝ่าฝืนหลักจริยธรรมทางธุรกิจ ซึ่งอาจนำไปสู่บทลงโทษทางกฎหมาย ความเสียหายทางการเงิน และการสูญเสียชื่อเสียง ความเชื่อมั่นจากนักลงทุน สถาบันการเงิน หน่วยงานกำกับดูแล และคู่สัญญา

แนวทางการบริหารจัดการ

  • การกำกับดูแลกิจการที่ดี
  • การทุจริตและคอร์รัปชัน
พนักงาน
คู่ค้าธุรกิจ
ลูกค้า
ผู้ถือหุ้นและนักลงทุน
คู่แข่ง
หน่วยงานภาครัฐ
พันธมิตรทางธุรกิจ
ชุมชนและสังคม
การบริหารความเสี่ยงและภาวะวิกฤต
GRI 3, GRI 201, GRI 203, GRI 302

การบริหารจัดการความเสี่ยงเชิงกลยุทธ์และการเตรียมความพร้อมรับมือภาวะวิกฤต เพื่อรักษาความต่อเนื่องในการดำเนินงาน เสถียรภาพขององค์กร และการเติบโตอย่างยั่งยืน

การบริหารความเสี่ยงและจัดการภาวะวิกฤตที่มีประสิทธิภาพเสริมสร้างความยืดหยุ่นขององค์กร (Business Resilience) ในการดำเนินธุรกิจพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานที่มีความซับซ้อนและใช้เงินลงทุนสูง สนับสนุนความต่อเนื่องในการดำเนินงาน เสถียรภาพของกระแสเงินสด และความพร้อมในการบริหารพอร์ตโฟลิโอธุรกิจทั้ง 3 กลุ่มหลัก รวมถึงการต่อยอดสู่ธุรกิจใหม่ (New S-Curve)

ธุรกิจพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานมีความเสี่ยงโดยธรรมชาติจากความไม่แน่นอนด้านกฎระเบียบ สภาพอากาศ เทคโนโลยี และห่วงโซ่อุปทาน ซึ่งอาจส่งผลต่อระยะเวลาการดำเนินโครงการ ผลตอบแทนการลงทุน และเสถียรภาพของรายได้ หากไม่สามารถคาดการณ์และบริหารจัดการความเสี่ยงได้อย่างเหมาะสม อาจกระทบความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสียและแผนการเติบโตของธุรกิจ

แนวทางการบริหารจัดการ

  • การบริหารจัดการความเสี่ยงและภาวะวิกฤต
พนักงาน
คู่ค้าธุรกิจ
ลูกค้า
พันธมิตรทางธุรกิจ
ผู้ถือหุ้นและนักลงทุน
การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน
GRI 2-6, GRI 3, GRI 204, GRI 205, GRI 308, GRI 407, GRI 408, GRI 409, GRI 414

การคัดเลือก ประเมิน และพัฒนาคู่ค้าและผู้รับเหมาให้ดำเนินงานตามมาตรฐานด้านคุณภาพและจรรยาบรรณทางธุรกิจของคู่ค้า เพื่อรักษาคุณภาพงาน ความต่อเนื่องของโครงการ และความน่าเชื่อถือในการดำเนินธุรกิจตลอดห่วงโซ่คุณค่า

การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืนช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถในการควบคุมคุณภาพ ความต่อเนื่อง และประสิทธิภาพของโครงการ ตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพิ่มความพร้อมในการบริหารผู้รับเหมาหลายระดับ และสนับสนุนความน่าเชื่อถือของบริษัทในการดำเนินโครงการขนาดใหญ่และการร่วมลงทุน

ธุรกิจพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานมีความเสี่ยงจากการพึ่งพาคู่ค้าและผู้รับเหมาจำนวนมาก ซึ่งหากเกิดการไม่ปฏิบัติตามกฎหมาย มาตรฐานแรงงาน สิทธิมนุษยชน หรือข้อกำหนดด้าน ESG อาจส่งผลกระทบต่อแรงงาน ชุมชน และสังคม นำไปสู่ความล่าช้าของโครงการ ข้อพิพาททางสัญญา ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น และความเสียหายต่อชื่อเสียงและความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย

แนวทางการบริหารจัดการ

  • การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน
พนักงาน
คู่ค้าธุรกิจ
ลูกค้า
พันธมิตรทางธุรกิจ
นวัตกรรมและดิจิทัล
GRI 3, GRI 203, GRI 302, GRI 305

การพัฒนาและประยุกต์ใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การบริหารโครงการ และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ พร้อมสนับสนุนการขยายธุรกิจสู่โอกาสใหม่ และ New S-Curve ขององค์กร

นวัตกรรมและดิจิทัลช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถเชิงโครงสร้างขององค์กร ในการขยายธุรกิจพลังงานสีเขียว โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล และการประยุกต์ใช้ AI โดยเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน การบริหารสินทรัพย์ และการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์ รองรับการพัฒนา New S-Curve และการสร้างโอกาสในการร่วมลงทุนกับพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ในระยะยาว

ธุรกิจพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานมีความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงเทคโนโลยีอย่างรวดเร็ว การลงทุนสูง และความไม่แน่นอนของรูปแบบธุรกิจใหม่ ซึ่งอาจกระทบความคุ้มค่าของการลงทุน ระยะเวลาคืนทุน และความสามารถในการรักษาความสามารถแข่งขัน หากไม่มีการบริหารจัดการเทคโนโลยีและการลงทุนอย่างรอบคอบ

แนวทางการบริหารจัดการ

  • การบริหารความสัมพันธ์และประสบการณ์ที่ดีต่อลูกค้า
  • นวัตกรรมทางธุรกิจสร้างสรรค์สังคม
พนักงาน
ลูกค้า
คู่ค้าธุรกิจ
ผู้ถือหุ้นและนักลงทุน
พันธมิตรทางธุรกิจ
ชุมชนและสังคม
เสถียรภาพและประสิทธิภาพในการดำเนินงาน
GRI 3, GRI 201, GRI 203, GRI 302, GRI 305

การยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน ระบบบริหารโครงการ และความเสถียรของการผลิตและจ่ายไฟฟ้า เพื่อรองรับความต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงัก และเสริมความมั่นคงของธุรกิจพลังงาน

สนับสนุนกลยุทธ์ Trim Operational Fat โดยยกระดับสมรรถนะการดำเนินงานของโรงไฟฟ้าและระบบบริหารโครงการ ทำให้บริษัทสามารถบริหารต้นทุนได้อย่างมีวินัย เพิ่มประสิทธิภาพการใช้สินทรัพย์ และรองรับการขยายพอร์ตโฟลิโอโครงการพลังงานได้อย่างมีเสถียรภาพในระยะยาว

ธุรกิจพลังงานมีความอ่อนไหวต่อความเสี่ยงด้านเทคนิค โครงสร้างพื้นฐาน และปัจจัยภายนอก เช่น สภาพอากาศหรือระบบโครงข่ายไฟฟ้า ซึ่งหากเกิดเหตุขัดข้องอาจส่งผลต่อความต่อเนื่องของการผลิต การส่งมอบไฟฟ้า และกระแสรายได้ แม้ในกรณีที่มีการบริหารจัดการต้นทุนและแผนงานอย่างเหมาะสม

แนวทางการบริหารจัดการ

  • การบริหารความสัมพันธ์และประสบการณ์ที่ดีต่อลูกค้า
  • นวัตกรรมทางธุรกิจสร้างสรรค์สังคม
พนักงาน
ลูกค้า
ผู้ถือหุ้นและนักลงทุน
พันธมิตรทางธุรกิจ
We care People
อาชีวอนามัยและความปลอดภัยในการทำงาน
GRI 3, GRI 403, GRI 404

การดูแลสุขภาพและความปลอดภัยของพนักงานและผู้ปฏิบัติงานผ่านระบบบริหารจัดการความปลอดภัยที่ได้มาตรฐาน เพื่อลดอุบัติเหตุและสนับสนุนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง

การบริหารจัดการอาชีวอนามัยและความปลอดภัยอย่างเป็นระบบช่วยเสริมสร้าง ความพร้อมในการบริหารแรงงานและผู้รับเหมาหลายระดับ ในโครงการพลังงานและโครงสร้างพื้นฐาน สนับสนุนความต่อเนื่องในการดำเนินงาน และยกระดับความน่าเชื่อถือของบริษัทในฐานะผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานระดับภูมิภาคที่มีความรับผิดชอบ

โครงการพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานมีความเสี่ยงด้านความปลอดภัยจากลักษณะงานก่อสร้าง งานระบบไฟฟ้า และการทำงานในพื้นที่เฉพาะ ซึ่งหากเกิดอุบัติเหตุร้ายแรงอาจส่งผลกระทบต่อความปลอดภัยของผู้ปฏิบัติงาน ความต่อเนื่องของโครงการ ชื่อเสียงองค์กร และความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย

แนวทางการบริหารจัดการ

  • การจัดการด้านความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน
พนักงาน
คู่ค้าธุรกิจ
ชุมชนและสังคม
การบริหารแรงงานและสิทธิมนุษยชน
GRI 3, GRI 401, GRI 402, GRI 403, GRI 404, GRI 405, GRI 418

การดำเนินงานที่เคารพสิทธิมนุษยชนและแรงงานอย่างเป็นธรรม ครอบคลุมความเสมอภาค การไม่เลือกปฏิบัติ และการปฏิบัติตามมาตรฐานแรงงานสากลตลอดห่วงโซ่คุณค่า

การดำเนินงานด้านแรงงานและสิทธิมนุษยชนตามมาตรฐานสากลช่วยเสริมสร้างความน่าเชื่อถือขององค์กร และสนับสนุนความพร้อมในการร่วมลงทุนและดำเนินโครงการกับพันธมิตรในระดับนานาชาติ

การละเมิดสิทธิมนุษยชนหรือแรงงานอาจก่อให้เกิดข้อร้องเรียนจากแรงงานหรือผู้มีส่วนได้เสีย นำไปสู่ความเสียหายต่อชื่อเสียงองค์กร และกระทบความเชื่อมั่นของนักลงทุน คู่ค้า และชุมชน

แนวทางการบริหารจัดการ

  • การดำเนินงานด้านสิทธิมนุษยชน
พนักงาน
คู่ค้าธุรกิจ
ลูกค้า
คู่แข่ง
ผู้ถือหุ้นและนักลงทุน
หน่วยงานภาครัฐ
พันธมิตรทางธุรกิจ
ชุมชนและสังคม
การพัฒนาบุคลากรแบบองค์รวม
GRI 3, GRI 401, GRI 404

การพัฒนาความรู้ ทักษะ และสมรรถนะของบุคลากรให้สอดคล้องกับทิศทางธุรกิจพลังงานสมัยใหม่ พร้อมสร้างโอกาสการเติบโตและศักยภาพในระยะยาว

การพัฒนาทักษะบุคลากรให้สอดคล้องกับ พลังงานสมัยใหม่ AI, Data และ Infrastructure Business ช่วยเสริมสร้างขีดความสามารถขององค์กรในการขับเคลื่อนธุรกิจใหม่ และเตรียมความพร้อมของกำลังคนรองรับการเติบโตและการขยายธุรกิจได้ตามเป้าหมาย

ตลาดแรงงานด้านพลังงาน เทคโนโลยี และดิจิทัลมีการแข่งขันสูง หากไม่สามารถพัฒนาและต่อยอดทักษะเฉพาะทางได้อย่างต่อเนื่อง อาจเกิดความขาดแคลนบุคลากรสำคัญ ส่งผลให้การขยายธุรกิจและการพัฒนา New S-Curve ชะลอตัว

แนวทางการบริหารจัดการ

  • การดูแลรักษาพนักงาน
พนักงาน
ความรับผิดชอบต่อสินค้าและบริการ
GRI 3, GRI 416, GRI 418

การควบคุมคุณภาพ การส่งมอบโครงการตามสัญญาและมาตรฐานทางเทคนิค พร้อมดูแลความปลอดภัย ความน่าเชื่อถือ และการจัดการข้อร้องเรียนของลูกค้า

การบริหารคุณภาพสินค้าและบริการอย่างเป็นระบบช่วยเสริมสร้างประสบการณ์และความเชื่อมั่นของลูกค้า สนับสนุนความสามารถในการส่งมอบโครงการที่มีความซับซ้อนตามข้อกำหนดทางเทคนิค เสริมความสัมพันธ์ทางธุรกิจระยะยาว และเอื้อต่อการขยายพอร์ตโฟลิโอโครงการและความร่วมมือในอนาคต

ธุรกิจพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานมีความเสี่ยงจากข้อกำหนดทางเทคนิคและสัญญาที่เข้มงวด ซึ่งหากเกิดปัญหาด้านคุณภาพหรือการส่งมอบ อาจนำไปสู่ค่าปรับ การยกเลิกสัญญา ข้อพิพาททางกฎหมาย และความเสียหายต่อชื่อเสียงองค์กร กระทบความเชื่อมั่นของลูกค้าและพันธมิตรทางธุรกิจ

แนวทางการบริหารจัดการ

  • การบริหารความสัมพันธ์และประสบการณ์ที่ดีต่อลูกค้า
  • นวัตกรรมทางธุรกิจสร้างสรรค์สังคม
พนักงาน
คู่ค้าธุรกิจ
ลูกค้า
หน่วยงานภาครัฐ
พันธมิตรทางธุรกิจ
ชุมชนและสังคม
การสร้างคุณค่าให้กับสังคม
GRI 3, GRI 413

การดำเนินธุรกิจที่สร้างประโยชน์ต่อชุมชนและเศรษฐกิจท้องถิ่น ผ่านการจ้างงาน การพัฒนาพื้นที่ และการมีส่วนร่วมกับผู้มีส่วนได้เสีย

การสร้างคุณค่าให้กับสังคมช่วยเสริมบทบาทขององค์กรในการสร้างคุณค่าร่วม (Shared Value) ผ่านการพัฒนาเศรษฐกิจท้องถิ่น การจ้างงาน และการสนับสนุนระบบพลังงานอย่างยั่งยืน สอดคล้องกับแนวคิด Create Stakeholder Impact และช่วยเสริม ความยอมรับขององค์กรในฐานะผู้พัฒนาโครงการพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานของประเทศ

โครงการพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานมีความอ่อนไหวต่อบริบททางสังคมและความหลากหลายของผู้มีส่วนได้เสีย ซึ่งหากการบริหารความคาดหวัง การสื่อสาร หรือการมีส่วนร่วมไม่สอดคล้องกับบริบทพื้นที่ อาจนำไปสู่ความตึงเครียดกับชุมชน กระทบการยอมรับของสังคมและความต่อเนื่องของโครงการในระยะยาว

แนวทางการบริหารจัดการ

  • ความรับผิดชอบต่อชุมชนและสังคม
พนักงาน
ชุมชนและสังคม
We care Social
การบริหารจัดการของเสียจากกระบวนการผลิต
GRI 3, GRI 306

การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การลดและจัดการของเสียอย่างถูกต้องตามกฎหมายและมาตรฐานสิ่งแวดล้อม เพื่อลดผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม

การบริหารจัดการของเสียอย่างเป็นระบบช่วยเสริมสร้างประสิทธิภาพการใช้ทรัพยากรและสมรรถนะด้านสิ่งแวดล้อมขององค์กร สนับสนุนการดำเนินงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม ลดความเสี่ยงด้านการปฏิบัติตามกฎหมาย และเสริมความน่าเชื่อถือขององค์กรในฐานะผู้ดำเนินธุรกิจพลังงานอย่างรับผิดชอบ

กระบวนการผลิตและการดำเนินโครงการพลังงานเกิดของเสียจากกระบวนการผลิตทั้งของเสียที่ไม่อันตราย และของเสียอันตราย ซึ่งหากเกิดการจัดการที่ไม่เหมาะสม อาจส่งผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม นำไปสู่ข้อร้องเรียน ความเสียหายต่อชื่อเสียง และความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย

แนวทางการบริหารจัดการ

  • การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและการจัดการมลพิษ
พนักงาน
คู่ค้าธุรกิจ
หน่วยงานภาครัฐ
ชุมชนและสังคม
ความหลากหลายทางชีวภาพ
GRI 3, GRI 304

การพัฒนาและดำเนินโครงการโดยคำนึงถึงผลกระทบต่อระบบนิเวศและพื้นที่ธรรมชาติ พร้อมมาตรการป้องกันและลดผลกระทบในพื้นที่อ่อนไหว

การคำนึงถึงความหลากหลายทางชีวภาพช่วยเสริมสร้างสมรรถนะในการพัฒนาโครงการพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานอย่างสอดคล้องกับบริบทพื้นที่ ลดผลกระทบต่อระบบนิเวศและพื้นที่อ่อนไหว และสนับสนุนการดำเนินโครงการอย่างยั่งยืนในระยะยาว

การพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานสะอาดอาจมีความเสี่ยงต่อระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพในบางพื้นที่ ซึ่งหากไม่ได้รับการบริหารจัดการอย่างเหมาะสม อาจนำไปสู่ข้อร้องเรียนจากชุมชนและองค์กรที่เกี่ยวข้อง รวมถึงข้อจำกัดด้านการอนุมัติและการดำเนินโครงการ ส่งผลต่อความต่อเนื่องและแผนการขยายธุรกิจ

แนวทางการบริหารจัดการ

  • ความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ
พนักงาน
ลูกค้า
หน่วยงานภาครัฐ
พันธมิตรทางธุรกิจ
ชุมชนและสังคม
การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
GRI 3, GRI 302, GRI 303, GRI 305, GRI 306

การบริหารความเสี่ยงและโอกาสจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ สนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืนในระยะยาว

การรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศช่วยเสริมสร้าง โอกาสการเติบโตตาม Green Energy & Infrastructure Roadmap และ Energy Transition สนับสนุนการพัฒนาโครงการพลังงานสะอาดและโครงสร้างพื้นฐานแห่งอนาคต พร้อมขับเคลื่อนบทบาทขององค์กรในการสนับสนุนเป้าหมาย Net Zero และการเปลี่ยนผ่านระบบพลังงานของประเทศ

ธุรกิจพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานมีความเสี่ยงโดยธรรมชาติจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศ ทั้งด้านต้นทุน การออกแบบโครงการ ความสามารถในการแข่งขัน และผลตอบแทนการลงทุน ซึ่งหากไม่สามารถบริหารจัดการความเสี่ยงเหล่านี้ได้อย่างเหมาะสม อาจกระทบความต่อเนื่องของโครงการและศักยภาพการแข่งขันในอนาคต

แนวทางการบริหารจัดการ

  • การตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
  • การบริหารจัดการน้ำ
  • การบริหารจัดการพลังงาน
  • การใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและการจัดการมลพิษ
พนักงาน
คู่ค้าธุรกิจ
ลูกค้า
ผู้ถือหุ้นและนักลงทุน
หน่วยงานภาครัฐ
พันธมิตรทางธุรกิจ
ชุมชนและสังคม