เป้าหมายและผลการดำเนินงาน

เป้าหมายปี 2570
คู่ค้ารายใหม่ที่ได้รับการประเมินคัดเลือกคู่ค้ารายใหม่ ครอบคลุมประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี 100.00%
ผลการดำเนินงานปี 2568
78.70%
เป้าหมายปี 2570
คู่ค้าที่ได้รับการประเมินด้านความยั่งยืน ครอบคลุมประเด็นด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี 100.00%
ผลการดำเนินงานปี 2568
43.25%

ความท้าทายและโอกาสทางธุรกิจ

การดำเนินธุรกิจของบริษัทที่ครอบคลุมห่วงโซ่คุณค่าของระบบนิเวศพลังงาน มีลักษณะโครงการที่ซับซ้อน ครอบคลุมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวนมาก ตั้งแต่ผู้จัดหาวัตถุดิบ ผู้ผลิตอุปกรณ์ ผู้รับเหมาช่วง ไปจนถึงผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์

ทำให้ห่วงโซ่อุปทานเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลโดยตรงต่อคุณภาพ ความต่อเนื่อง และประสิทธิภาพของโครงการ ขณะเดียวกันการพึ่งพาคู่ค้าและผู้รับเหมาหลายระดับก่อให้เกิดความท้าทายในการกำกับดูแลให้ปฏิบัติตามกฎหมาย มาตรฐานแรงงาน สิทธิมนุษยชน และข้อกำหนดด้านความยั่งยืนอย่างสอดคล้องกัน หากการบริหารจัดการไม่ครอบคลุมเพียงพอ อาจนำไปสู่ความล่าช้าของโครงการ ข้อพิพาททางสัญญา ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความเสี่ยงต่อชื่อเสียงและความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย และในอีกด้านหนึ่ง การพัฒนาระบบการคัดเลือก ประเมิน และยกระดับศักยภาพคู่ค้าและผู้รับเหมาอย่างเป็นระบบ ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าว แต่ยังเป็นโอกาสในการสร้างมาตรฐานการดำเนินงานร่วมกันตลอดห่วงโซ่คุณค่า ส่งเสริมการควบคุมคุณภาพงาน ความโปร่งใส และความสามารถในการติดตามตรวจสอบ เพิ่มความพร้อมในการบริหารโครงการขนาดใหญ่และการร่วมลงทุนกับพันธมิตร รวมทั้งเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและความสามารถในการแข่งขันขององค์กรในระยะยาว การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืนจึงเป็นทั้งกลไกบริหารความเสี่ยงและเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่สนับสนุนการเติบโตของธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล

แนวทางการบริหารจัดการและการสร้างคุณค่า

แนวทางการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน

บริษัทบูรณาการแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนที่คำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี (ESG) รวมถึงการเคารพสิทธิมนุษยชน เข้าสู่กระบวนการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพของการคัดเลือกสินค้าและบริการ พร้อมสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนในระยะยาว ทั้งนี้ การบริหารจัดซื้อจัดจ้างถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่บริษัทให้ความสำคัญ โดยได้กำหนดและประกาศนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างที่มุ่งเน้นความโปร่งใส ความเป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าของงบประมาณ การใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน และการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับคู่ค้า นอกจากนี้ บริษัทยังสนับสนุนการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ส่งเสริมจรรยาบรรณทางธุรกิจ และสร้างความเข้าใจแก่คู่ค้าทุกฝ่ายให้ตระหนักถึงการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพคู่ค้าทุกกลุ่มให้สามารถดำเนินงานภายใต้มาตรฐานความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน

ในปี 2568 บริษัทได้ทบทวนและยกระดับแนวทางการบริหารจัดการดังกล่าว โดยจัดทำและประกาศ “คู่มือการบริหารห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน” ซึ่งได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบริหาร ให้ประกาศใช้และปฏิบัติตามในทุกกลุ่มธุรกิจ ครอบคลุมบริษัทย่อยและบริษัทในเครือทั้งหมด เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกันและสอดคล้องกับมาตรฐานการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนขององค์กร โดยมีแนวทางการบริหารจัดการ ดังนี้

การคัดเลือกคู่ค้ารายใหม่
การจัดลำดับความสำคัญ และจำแนกกลุ่มคู่ค้า
การประเมินความเสี่ยงคู่ค้า
การประเมินประสิทธิภาพคู่ค้า
การตรวจประเมินและเข้าเยี่ยมชมคู่ค้า
การสร้างการมีส่วนร่วม และเสริมสร้างศักยภาพของคู่ค้า
การคัดเลือกคู่ค้ารายใหม่

บริษัทกำหนดกระบวนการคัดเลือกคู่ค้ารายใหม่โดยพิจารณาข้อมูลที่จำเป็นควบคู่กับการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มั่นใจว่าคู่ค้ามีคุณสมบัติ ระบบควบคุมภายใน และศักยภาพเพียงพอในการสนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ คู่ค้าจะต้องดำเนินธุรกิจสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของบริษัท โดยการประเมินครอบคลุมทั้งข้อมูลธุรกิจและข้อมูลด้านความยั่งยืน เช่น โครงสร้างและความน่าเชื่อถือขององค์กร ประสบการณ์และความสามารถทางเทคนิค เอกสารเชิงนโยบายและการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล รวมถึงผลการดำเนินงานด้านธรรมาภิบาล สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยบริษัทใช้เกณฑ์การประเมินแบบถ่วงน้ำหนักก่อนขึ้นทะเบียนคู่ค้า (Approved Vendor List) โดยพิจารณา 5 ด้านหลัก ได้แก่ การดำเนินธุรกิจ คุณภาพสินค้าและบริการ การส่งมอบ ราคา และความยั่งยืน เพื่อให้มั่นใจว่าคู่ค้ามีความสามารถในการผลิตและส่งมอบสินค้าและบริการตามข้อกำหนด ในราคาที่เหมาะสม พร้อมทั้งดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส มีจริยธรรม ปฏิบัติตามกฎหมายด้านแรงงานและสิ่งแวดล้อม เคารพสิทธิมนุษยชน และมีมาตรการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน อันจะช่วยลดความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานและสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของบริษัทในระยะยาว

บริษัทกำหนดให้คู่ค้ารายใหม่ทุกรายลงทะเบียนผ่านแบบฟอร์มประเมิน/คัดเลือกคู่ค้าของบริษัท ซึ่งครอบคลุมประเด็นตามเกณฑ์การคัดเลือกในทุกด้าน โดยต้องมีผลการประเมินเบื้องต้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 จึงจะได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชีรายชื่อคู่ค้า (Approved Vendor List: AVL) ทั้งนี้ บริษัทจะสื่อสารและกำหนดให้คู่ค้ารายใหม่ทุกรายต้องลงนามรับทราบ “จรรยาบรรณทางธุรกิจของคู่ค้า (Supplier Code of Conduct)” เพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการปฏิบัติตามหลักจริยธรรม กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด

บริษัทได้จัดทำ “จรรยาบรรณทางธุรกิจของคู่ค้า” เพื่อเป็นกรอบแนวปฏิบัติร่วมกันตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยครอบคลุมมิติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี (ESG) รวมถึงการเคารพสิทธิมนุษยชน และการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม ซึ่งมีการสื่อสารให้กับคู่ค้ารายใหม่ทุกรายลงนามรับทราบและปฏิบัติตาม รวมถึงมีการเปิดเผยให้คู่ค้าทุกรายสามารถเข้าถึงและรับทราบผ่านทางเว็บไซต์ของบริษัท โดยมีรายละเอียดและหัวข้อที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

ด้านจรรยาบรรณทางธุรกิจ (Code of Conduct)
คู่ค้าต้องดำเนินธุรกิจอย่างซื่อสัตย์ โปร่งใส และตรวจสอบได้ ปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมถึง
  • ต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน การให้สินบน และหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางผลประโยชน์
  • เคารพการแข่งขันทางการค้าที่เป็นธรรม
  • คุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล ข้อมูลความลับทางธุรกิจ และทรัพย์สินทางปัญญา
  • ดำเนินธุรกิจอย่างเป็นกลางทางการเมือง
  • จัดให้มีช่องทางร้องเรียน การคุ้มครองผู้แจ้งเบาะแส และกระบวนการเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบอย่างเหมาะสม
ด้านสิทธิมนุษยชนและแรงงาน (Human Rights and Labor Practices)
คู่ค้าต้องเคารพสิทธิมนุษยชนตามหลักสากล และปฏิบัติต่อแรงงานอย่างเป็นธรรม โดย
  • ไม่ใช้แรงงานเด็กและแรงงานบังคับทุกรูปแบบ
  • ไม่เลือกปฏิบัติ และเคารพศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
  • เคารพเสรีภาพในการรวมกลุ่มและการเจรจาต่อรอง
  • จ่ายค่าจ้างและสวัสดิการที่เหมาะสมเพียงพอต่อการดำรงชีพ
  • กำหนดชั่วโมงการทำงานและการทำงานล่วงเวลาอย่างเหมาะสมไม่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด
  • ส่งเสริมการพัฒนาทักษะและโอกาสความก้าวหน้าอย่างเท่าเทียม
ด้านความปลอดภัย และอาชีวอนามัย (Safety and Occupational Health)
คู่ค้าต้องจัดให้มีสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยตามกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุและการบาดเจ็บ โดยจัดหาอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลที่เหมาะสม มีการฝึกอบรมและแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน รวมถึงการสื่อสารและทบทวนมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ
ด้านสิ่งแวดล้อม (Environment)
คู่ค้าต้องบริหารจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินงาน โดย
  • ปฏิบัติตามกฎหมายและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อม
  • ใช้พลังงานและน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ และใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า
  • ลดของเสีย ควบคุมมลพิษ และจัดการสารเคมีและวัตถุอันตรายอย่างถูกต้อง
  • ปกป้องทรัพยากรธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ
  • ลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และร่วมรับมือการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility)
คู่ค้าต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อชุมชนและสังคมโดยรอบ มีมาตรการความปลอดภัยเพื่อป้องกันผลกระทบต่อชุมชน สนับสนุนการจ้างงานและการจัดหาสินค้าหรือบริการจากท้องถิ่นตามความเหมาะสม และมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของสังคม
ด้านความร่วมมือในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน (Sustainable Supply Chain)
คู่ค้าต้องถ่ายทอดและส่งเสริมให้คู่ค้าในลำดับถัดไปนำหลักจรรยาบรรณนี้ไปประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานอย่างมีความรับผิดชอบตลอดห่วงโซ่อุปทาน

นอกจากนี้ บริษัทได้กำหนดให้จรรยาบรรณทางธุรกิจของคู่ค้าเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและเงื่อนไขในสัญญาการจัดซื้อจัดจ้าง โดยคู่ค้าต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าวตลอดระยะเวลาการทำงานร่วมกับบริษัท หากพบการไม่ปฏิบัติตาม บริษัทอาจกำหนดมาตรการแก้ไข ติดตามผล หรือพิจารณาทบทวนสถานะการเป็นคู่ค้าตามความเหมาะสม

การจัดลำดับความสำคัญและจำแนกกลุ่มคู่ค้า
เกณฑ์การจำแนกกลุ่มคู่ค้าหลัก

บริษัทจำแนก วิเคราะห์ และจัดลำดับความสำคัญของคู่ค้าตามเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งพิจารณาจากปัจจัยหลัก 3 ด้าน คือ ผลกระทบต่อโครงการหลัก ความสามารถในการจัดหาทดแทน และความเสี่ยงด้านราคาและคุณภาพ โดยแบ่งกลุ่มคู่ค้า ออกเป็น 4 กลุ่มหลัก คือ Critical Tier 1 Supplier, Tier 1 Supplier, Critical Non-Tier1 Supplier และ Affiliated Company ตามหลักเกณฑ์ ดังนี้

กลุ่มคู่ค้า หลักเกณฑ์ในการจัดกลุ่มคู่ค้า
คู่ค้าหลัก (Critical Tier 1 Supplier)
Critical Tier 1 Supplier
  • คู่ค้าที่มีมูลค่าของการซื้อขายสูง (มูลค่าสั่งซื้อรวมเกินกว่าร้อยละ 80 ของมูลค่าการสั่งซื้อทั้งปีประเมิน)
  • คู่ค้าที่มีการซื้อขายซ้ำอย่างต่อเนื่อง
  • คู่ค้าที่มีน้อยราย หรือไม่มีคู่ค้าอื่นเป็นทางเลือก
  • สินค้าและบริการมีความสำคัญสูง
  • ไม่เป็นบริษัทในเครือ
คู่ค้าโดยตรง (Tier 1 Supplier)
Tier 1 Supplier
  • คู่ค้าที่มีมูลค่าของการซื้อขายปานกลางถึงต่ำ
  • คู่ค้าที่มีการซื้อขายซ้ำอย่างต่อเนื่อง
  • สินค้าและบริการมีความสำคัญปานกลางถึงน้อย
  • ไม่เป็นบริษัทในเครือ
General Supplier
  • คู่ค้าที่มีมูลค่าของการซื้อขายต่ำ
  • คู่ค้าที่มีการซื้อขายครั้งเดียว
  • สินค้าและบริการมีความสำคัญน้อย
  • ไม่เป็นบริษัทในเครือ
คู่ค้าหลักทางอ้อม (Critical Non-Tier 1 Supplier)
Critical Non-Tier 1 Supplier
  • คู่ค้าของคู่ค้าที่มิได้ทำธุรกรรมโดยตรงกับบริษัทฯ
  • คู่ค้าของคู่ค้าที่มีความสำคัญและส่งผลกระทบกับการดำเนินธุรกิจของบริษัทฯ เช่น เป็นผู้ผลิตและเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์สินค้าโดยหาซื้อได้จากหน่วยงานเท่านั้น
  • ไม่เป็นบริษัทในเครือ
คู่ค้ากลุ่มบริษัทในเครือ (Affiliated Company)
Affiliated Company
  • คู่ค้าที่เป็นบริษัทในเครือ
ในปี 2568 บริษัทมีคู่ค้ารวมทั้งสิ้น
756
ราย
คู่ค้าหลัก (Critical Tier 1 Supplier): 92 ราย มูลค่าการจัดซื้อ 73.62%
คู่ค้าโดยตรง (Tier 1 Supplier): 218 ราย มูลค่าการจัดซื้อ 11.16%
คู่ค้าโดยตรง (General Supplier): 285 ราย มูลค่าการจัดซื้อ 1.52%
คู่ค้าหลักทางอ้อม (Critical Non-Tier 1 Supplier): 149 ราย มูลค่าการจัดซื้อ 19.71%
คู่ค้ากลุ่มบริษัทในเครือ (Affiliated Company): 12 ราย มูลค่าการจัดซื้อ 10.28%
Total of suppliers Total purchase value
คู่ค้าหลักที่ได้รับการสื่อสารเพื่อรับทราบการปฏิบัติตามจรรยาบรรณทางธุรกิจของคู่ค้า
100.00%
คู่ค้าที่ได้รับการสื่อสารเพื่อรับทราบการปฏิบัติตามจรรยาบรรณทางธุรกิจของคู่ค้า
33.99%
คู่ค้ารายใหม่ที่ได้รับการประเมินคัดเลือกคู่ค้ารายใหม่ ครอบคลุมประเด็น ESG
78.70%

ในปี 2568 บริษัทมีคู่ค้ารวมทั้งสิ้น 756 ราย แบ่งเป็นคู่ค้าหลัก (Critical Tier 1 Supplier) จำนวน 92 ราย คู่ค้าโดยตรง แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ Tier 1 Supplier จำนวน 218 ราย General Supplier 285 ราย และคู่ค้าหลักทางอ้อม (Critical Non-Tier 1 Supplier) จำนวน 149 ราย และคู่ค้ากลุ่มบริษัทในเครือ (Affiliated Company) 12 ราย โดยได้รับการสื่อสารเพื่อรับทราบการปฏิบัติตามจรรยาบรรณทางธุรกิจของคู่ค้า คิดเป็นร้อยละ 100 ของคู่ค้าหลัก และคิดเป็นร้อยละ 33.99 ของคู่ค้าทั้งหมด

การประเมินความเสี่ยงคู่ค้า

บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อต้นทุน ความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ และชื่อเสียงขององค์กร จากปัจจัยต่าง ๆ เช่น ความผันผวนของวัตถุดิบ และการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดให้มีการประเมินความเสี่ยงคู่ค้าอย่างน้อย 1 ครั้งในรอบ 3 ปี ครอบคลุมคู่ค้าหลัก (Critical Tier 1 Supplier) ทุกราย ผ่านวิธีการที่เหมาะสม ได้แก่ การประเมินตนเอง (ESG Self-Assessment Questionnaire) การตรวจเยี่ยมสถานประกอบการ และการติดตามข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อนำผลไปใช้ในการควบคุมความเสี่ยงและพัฒนาศักยภาพคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง

การระบุปัจจัยเสี่ยงคู่ค้า

ประเด็นความเสี่ยงด้านความยั่งยืนที่เกี่ยวข้องกับคู่ค้าจะถูกประเมินในด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งคู่ค้ารายใหม่ และคู่ค้ารายเดิม ครอบคลุมผู้ขายสินค้า ผู้รับเหมาและผู้รับเหมาช่วง ผู้ให้บริการ ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์และขนส่ง รวมถึงผู้รับจ้างงาน EPC งานก่อสร้าง และงานดำเนินงานและบำรุงรักษา (O&M) ในโครงการด้านพลังงานและก่อสร้าง โดยคำนึงถึงปัจจัยความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง ดังนี้

ความเสี่ยง ตัวอย่างปัจจัยความเสี่ยง
ความเสี่ยงด้านสินค้าและบริการ
  • สินค้า/บริการที่ส่งมอบไม่มีคุณภาพ
  • ส่งมอบไม่ตรงเวลา
  • การละเมิดทรัพย์สินทางปัญญา
ความเสี่ยงด้านการดำเนินธุรกิจ
  • การจัดซื้อจัดหาวัตถุดิบและผลิตภัณฑ์จากคู่ค้าจำนวนน้อยราย
  • การทุจริตและคอร์รัปชัน
  • ผลประโยชน์ทับซ้อน
  • การไม่รักษาความปลอดภัยของข้อมูล
ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม
  • การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม
  • การปล่อยก๊าซเรือนกระจก
  • การสร้างผลกระทบต่อความหลากหลายทางชีวภาพ
  • การปล่อยมลพิษ
  • ความเป็นพิษของวัสดุและสารเคมี
ความเสี่ยงด้านสังคม
  • การไม่ปฏิบัติตามกฎหมายด้านแรงงานและความปลอดภัย
  • การละเมิดสิทธิมนุษยชนในห่วงโซ่อุปทาน
เกณฑ์การประเมินความเสี่ยงคู่ค้า

บริษัทประเมินความเสี่ยงโดยพิจารณา 2 มิติ ได้แก่ โอกาสในการเกิดความเสี่ยง (Likelihood) และผลกระทบ (Impact) ครอบคลุมด้านการปฏิบัติการและแรงงาน ชื่อเสียง การเงิน รวมถึงการปฏิบัติตามกฎหมายและสิ่งแวดล้อม โดยนำข้อมูลจากแบบประเมินตนเอง ผลการดำเนินงานในอดีต ข้อมูลข่าวสาร และแนวโน้มความเสี่ยงของอุตสาหกรรมมาประกอบการพิจารณา ผลการประเมินจะถูกจัดลำดับในตารางประเมินความเสี่ยง (Risk Matrix) เพื่อคำนวณคะแนนความเสี่ยง (โอกาส x ผลกระทบ) และจัดระดับเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ต่ำ ปานกลาง สูง และสูงมาก โดยคู่ค้าที่มีความเสี่ยงระดับสูงและสูงมากจะต้องกำหนดมาตรการควบคุมและติดตามเพื่อลดความเสี่ยง ส่วนคู่ค้าที่มีความเสี่ยงระดับต่ำและปานกลางจะได้รับการติดตามอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการเพิ่มขึ้นของความเสี่ยง

Supplier Risk Assessment Criteria
คะแนนความเสี่ยง (โอกาส x ผลกระทบ) ระดับความเสี่ยง การดำเนินการเมื่อตรวจพบ

คะแนน 1-2

ความเสี่ยงระดับต่ำ ติดตามเพื่อรักษาหรือลดระดับความเสี่ยง

คะแนน 3-4

ความเสี่ยงระดับปานกลาง ติดตามเพื่อรักษาหรือลดระดับความเสี่ยง

คะแนน 5-8

ความเสี่ยงระดับสูง กำหนดมาตรการในการควบคุม เพื่อลดความเสี่ยง

คะแนน 9-16

ความเสี่ยงระดับสูงมาก กำหนดมาตรการในการควบคุม เพื่อลดความเสี่ยง
ในปี 2568 มีคู่ค้าหลัก (Critical Supplier Tier 1) ทั้งรายใหม่และรายเดิม รวม
92
ราย
ผลจากการประเมินความเสี่ยงคู่ค้าพบว่า มีคู่ค้าหลักที่มีผลการประเมินความเสี่ยงระดับต่ำ จำนวน 41 ราย ความเสี่ยงระดับปานกลาง จำนวน 6 ราย และความเสี่ยงระดับสูง จำนวน 3 ราย
ได้รับการประเมินความเสี่ยงคู่ค้า 50 ราย คิดเป็น
54.35%
ของคู่ค้าหลัก (Critical Supplier Tier 1) ทั้งหมด

สำหรับคู่ค้าที่มีความเสี่ยงระดับสูง บริษัทได้กำหนดมาตรการควบคุมและติดตามผลร่วมกับคู่ค้าเพื่อปรับปรุงและลดระดับความเสี่ยงอย่างเหมาะสม เช่น การจัดทำแผนแก้ไข (Corrective Action Plan) การติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด และการตรวจประเมินซ้ำตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องกับข้อกำหนดและมาตรฐานของบริษัท

การประเมินประสิทธิภาพคู่ค้า

บริษัทกำหนดให้คู่ค้าหลักต้องรายงานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม รวมถึงการกำกับดูแลกิจการที่ ผ่านการประเมินประสิทธิภาพคู่ค้าตามเกณฑ์การประเมินด้านความยั่งยืน ในประเด็นที่สำคัญและและอาจส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ เช่น ความรับผิดชอบต่อสังคม สิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติต่อแรงงาน อาชีวอนามัยและความปลอดภัย มาตรการและการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงการจัดหาผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อนำข้อมูลมาใช้ติดตามและประเมินผล พร้อมให้คำแนะนำในการปรับปรุงกระบวนการดำเนินงาน คู่ค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนต้องผ่านกระบวนการประเมินประสิทธิภาพประจำปี โดยใช้แบบฟอร์ม ใบประเมินผู้ขาย ใบประเมินผู้รับเหมา/ผู้รับจ้าง (Evaluation Form) และแบบประเมินความยั่งยืนของคู่ค้า (Supplier Sustainability Self-Assessment) เป็นเครื่องมือในการติดตามและตรวจสอบผลการดำเนินงานของคู่ค้า ซึ่งอาจรวมถึงการประเมินผลระหว่างการปฏิบัติงาน และการตรวจสอบ ณ สถานที่ปฏิบัติงาน (On-site Audit) ตามหลักเกณฑ์ที่บริษัทกำหนดไว้

เกณฑ์การประเมินประสิทธิภาพคู่ค้า
ประสิทธิภาพคู่ค้า ตัวอย่างประเด็นการประเมิน
ด้านเศรษฐกิจ
  • คุณภาพของสินค้าและบริการ
  • ระยะเวลาการส่งมอบสินค้าและบริการ
  • ราคาของสินค้าและบริการ
  • การบริการทั้งก่อนและหลังการขาย
  • จรรยาบรรณธุรกิจ และการต่อต้านการทุจริต
ด้านสังคม
  • ความรับผิดชอบต่อสังคม
  • การปฏิบัติต่อแรงงานและสิทธิมนุษยชน
  • อาชีวอนามัยและความปลอดภัย
ด้านสิ่งแวดล้อม
  • มาตรการด้านสิ่งแวดล้อม และการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม
  • ผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม
ระดับ คะแนน (ร้อยละ)
A = ดีมาก มากกว่าหรือเท่ากับ 80
B = ดี 70-79
C = พอใช้ 60-69
D = ต้องปรับปรุง 50-59
F = ตัดออกจากรายชื่อคู่ค้าของบริษัท ต่ำกว่า 50
บริษัทกำหนดให้คู่ค้ามีผลการประเมินประสิทธิภาพไม่ต่ำกว่าร้อยละ 60 (ระดับพอใช้: เกรด C) โดยคู่ค้าที่ได้คะแนนร้อยละ 50–59 (ระดับต้องปรับปรุง: เกรด D) จะถูกจัดเป็นคู่ค้าที่มีความเสี่ยงสูง และต้องเข้ารับการประเมินความเสี่ยงเพิ่มเติม รวมถึงการตรวจประเมินและเยี่ยมสถานประกอบการ ทั้งนี้ หากคู่ค้าได้รับคะแนนระดับดังกล่าวติดต่อกัน 2 ครั้ง บริษัทอาจพิจารณาตัดออกจากรายชื่อคู่ค้า
คู่ค้าที่ได้รับการประเมินด้านความยั่งยืนครอบคลุมประเด็น ESG
43.25%
327 ราย

โดยการประเมินประสิทธิภาพคู่ค้าดำเนินควบคู่กับการติดตามการปฏิบัติตามจรรยาบรรณทางธุรกิจของคู่ค้า (Supplier Code of Conduct) โดยบริษัทจะสื่อสารผลการประเมินให้คู่ค้าทราบ เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินงาน พร้อมร่วมกำหนดแนวทางหรือแผนพัฒนาศักยภาพ เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนร่วมกัน ทั้งนี้ ในปี 2568 บริษัทได้ดำเนินการประเมินประสิทธิภาพคู่ค้าตามเกณฑ์การประเมินด้านความยั่งยืน ESG คิดเป็นร้อยละ 43.25 ของคู่ค้าที่อยู่ในขอบเขตการประเมิน ซึ่งผลการประเมินส่วนใหญ่อยู่ในระดับ ดี และ ดีมาก

การตรวจประเมินและเข้าเยี่ยมชมคู่ค้า
เกณฑ์การประเมินและเข้าเยี่ยมคู่ค้า

บริษัทกำหนดให้มีการตรวจประเมินและเข้าเยี่ยมชมคู่ค้า (On-site Audit) อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง สำหรับคู่ค้าหลัก (Critical Tier 1 Supplier) ที่เป็นคู่ค้ารายใหม่ คู่ค้าที่มีความเสี่ยงสูงหรือสูงมาก และคู่ค้าที่มีผลการประเมินประสิทธิภาพระดับต้องปรับปรุง (เกรด D) โดยคณะผู้ตรวจประเมินซึ่งประกอบด้วยผู้แทนฝ่ายจัดซื้อและผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย กฎหมายแรงงาน และความยั่งยืน ทั้งนี้ การตรวจประเมินสามารถดำเนินการได้ทั้งแบบลงพื้นที่จริงหรือผ่านระบบออนไลน์ โดยครอบคลุมประเด็นด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ในประเด็นที่สำคัญกับลักษณะการดำเนินธุรกิจ พร้อมจัดทำรายงานผลและกำหนดให้คู่ค้าจัดทำแผนแก้ไข (Corrective Action Plan) ภายในระยะเวลาที่กำหนด และมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง หากคู่ค้าไม่สามารถดำเนินการแก้ไขได้ บริษัทอาจพิจารณาระงับการซื้อขายชั่วคราว

จากการประเมินความเสี่ยงเบื้องต้นในปี 2568 พบคู่ค้าที่อยู่ในกลุ่ม ความเสี่ยงระดับสูงจำนวน
3
ราย
ซึ่งบริษัทได้กำหนดให้เข้ารับการตรวจประเมิน ณ สถานประกอบการ รวมถึงติดตามความคืบหน้าการปรับปรุงผ่านการสื่อสารและการขอข้อมูลเพิ่มเติมจากคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง
คู่ค้าหลักที่ได้รับการประเมิน ณ สถานประกอบการ
Supplier Risk Assessment Criteria

นอกจากนี้ บริษัทยังดำเนินการเฝ้าระวังผ่านการทบทวนข้อมูลข่าวสาร การประเมินเอกสาร และการติดตามตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้อง พร้อมสุ่มตรวจเมื่อพบสัญญาณความเสี่ยงหรือการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด ทั้งนี้ ในรอบปีที่ผ่านมาไม่พบประเด็นการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสำคัญ

การสร้างการมีส่วนร่วมและเสริมสร้างศักยภาพของคู่ค้า

บริษัทตระหนักว่าคู่ค้าเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่คุณค่า จึงมุ่งสร้างความร่วมมือระยะยาวบนพื้นฐานของความโปร่งใส ความไว้วางใจ และการพัฒนาร่วมกัน โดยส่งเสริมให้คู่ค้าดำเนินงานสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของบริษัท ผ่านการสื่อสาร การถ่ายทอดองค์ความรู้ การสนับสนุนทางเทคนิค และการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานการดำเนินงาน ลดความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของทั้งบริษัทและคู่ค้าอย่างยั่งยืน โดยมีโครงการและกิจกรรมที่สำคัญดังนี้

การพัฒนาความรู้และการบูรณาการนโยบาย

บริษัทสื่อสารและอบรมนโยบายการจัดซื้อจัดจ้าง จรรยาบรรณทางธุรกิจของคู่ค้า และแนวทางการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืนตามกรอบ ESG ให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับงานจัดซื้อ เพื่อให้สามารถนำไปใช้ในการคัดเลือกและกำกับดูแลคู่ค้าได้อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ข้อกำหนดด้านจรรยาบรรณทางธุรกิจของคู่ค้า ครอบคลุมประเด็นด้าน ESG ตามที่ได้ระบุไว้ข้างต้น ได้ถูกกำหนดเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายจัดซื้อจัดจ้างและเงื่อนไขในสัญญาที่ทำกับคู่ค้า โดยคู่ค้าต้องยอมรับและปฏิบัติตามตลอดระยะเวลาการทำงานร่วมกับบริษัท

การเสริมสร้างความสัมพันธ์กับคู่ค้า

บริษัทสร้างความสัมพันธ์กับคู่ค้าผ่านกิจกรรมการอบรม สื่อสาร และแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คู่ค้ารับทราบนโยบาย แนวปฏิบัติ และแนวทางการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของบริษัท โดยมุ่งลดผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ บริษัทได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากคู่ค้าเพื่อหารือประเด็นการทำงานร่วมกันและการแก้ไขปัญหาในการปฏิบัติงาน ส่งผลให้การดำเนินงานร่วมกันมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดภาระงานของคู่ค้า และเสริมสร้างความร่วมมือระยะยาว

การสนับสนุนการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน

บริษัทให้ความสำคัญกับการคัดเลือกสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Procurement) โดยพิจารณาผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ฉลากเขียว หรือ ผลิตภัณฑ์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (Low Carbon) นอกจากนี้ บริษัทยังร่วมมือกับคู่ค้าในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การส่งเสริมการใช้เม็ดพลาสติกรีไซเคิลในกระบวนการผลิต โดยในปี 2568 บริษัทมีมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมคิดเป็นร้อยละ 2.49 ของมูลค่าการสั่งซื้อในกระบวนการผลิตทั้งหมด ส่งผลให้สามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ขณะเดียวกัน บริษัทให้ความสำคัญกับการจัดซื้อจากคู่ค้าในประเทศและพื้นที่ดำเนินงาน (Local Procurement) เพื่อสนับสนุนการจ้างงาน กระจายรายได้สู่ชุมชน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการขนส่งสินค้า โดยในปี 2568 การจัดซื้อจัดจ้างภายในประเทศคิดเป็นร้อยละ 81.58 ของมูลค่าการสั่งซื้อทั้งหมด ซึ่งช่วยเสริมความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน

ผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง

พนักงาน
คู่ค้าธุรกิจ
ลูกค้า
พันธมิตรทางธุรกิจ