การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน
การสนับสนุนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน
เป้าหมายและผลการดำเนินงาน

เป้าหมายปี 2570
ผลการดำเนินงานปี 2568

เป้าหมายปี 2570
ผลการดำเนินงานปี 2568
ความท้าทายและโอกาสทางธุรกิจ
การดำเนินธุรกิจของบริษัทที่ครอบคลุมห่วงโซ่คุณค่าของระบบนิเวศพลังงาน มีลักษณะโครงการที่ซับซ้อน ครอบคลุมผู้มีส่วนเกี่ยวข้องจำนวนมาก ตั้งแต่ผู้จัดหาวัตถุดิบ ผู้ผลิตอุปกรณ์ ผู้รับเหมาช่วง ไปจนถึงผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์
ทำให้ห่วงโซ่อุปทานเป็นปัจจัยสำคัญที่มีผลโดยตรงต่อคุณภาพ ความต่อเนื่อง และประสิทธิภาพของโครงการ ขณะเดียวกันการพึ่งพาคู่ค้าและผู้รับเหมาหลายระดับก่อให้เกิดความท้าทายในการกำกับดูแลให้ปฏิบัติตามกฎหมาย มาตรฐานแรงงาน สิทธิมนุษยชน และข้อกำหนดด้านความยั่งยืนอย่างสอดคล้องกัน หากการบริหารจัดการไม่ครอบคลุมเพียงพอ อาจนำไปสู่ความล่าช้าของโครงการ ข้อพิพาททางสัญญา ต้นทุนที่เพิ่มขึ้น รวมถึงความเสี่ยงต่อชื่อเสียงและความเชื่อมั่นของผู้มีส่วนได้เสีย และในอีกด้านหนึ่ง การพัฒนาระบบการคัดเลือก ประเมิน และยกระดับศักยภาพคู่ค้าและผู้รับเหมาอย่างเป็นระบบ ไม่เพียงช่วยลดความเสี่ยงดังกล่าว แต่ยังเป็นโอกาสในการสร้างมาตรฐานการดำเนินงานร่วมกันตลอดห่วงโซ่คุณค่า ส่งเสริมการควบคุมคุณภาพงาน ความโปร่งใส และความสามารถในการติดตามตรวจสอบ เพิ่มความพร้อมในการบริหารโครงการขนาดใหญ่และการร่วมลงทุนกับพันธมิตร รวมทั้งเสริมสร้างความน่าเชื่อถือและความสามารถในการแข่งขันขององค์กรในระยะยาว การบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืนจึงเป็นทั้งกลไกบริหารความเสี่ยงและเครื่องมือเชิงกลยุทธ์ที่สนับสนุนการเติบโตของธุรกิจควบคู่กับความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างสมดุล

แนวทางการบริหารจัดการและการสร้างคุณค่า
แนวทางการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน
บริษัทบูรณาการแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนที่คำนึงถึงมิติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี (ESG) รวมถึงการเคารพสิทธิมนุษยชน เข้าสู่กระบวนการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทาน เพื่อยกระดับคุณภาพและประสิทธิภาพของการคัดเลือกสินค้าและบริการ พร้อมสร้างผลลัพธ์ที่ยั่งยืนในระยะยาว ทั้งนี้ การบริหารจัดซื้อจัดจ้างถือเป็นกลยุทธ์สำคัญที่บริษัทให้ความสำคัญ โดยได้กำหนดและประกาศนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างที่มุ่งเน้นความโปร่งใส ความเป็นธรรม และสามารถตรวจสอบได้ เพื่อให้เกิดความคุ้มค่าของงบประมาณ การใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน และการบริหารความเสี่ยงที่เกี่ยวข้องกับคู่ค้า นอกจากนี้ บริษัทยังสนับสนุนการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน ส่งเสริมจรรยาบรรณทางธุรกิจ และสร้างความเข้าใจแก่คู่ค้าทุกฝ่ายให้ตระหนักถึงการดำเนินธุรกิจอย่างมีความรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการพัฒนาศักยภาพคู่ค้าทุกกลุ่มให้สามารถดำเนินงานภายใต้มาตรฐานความยั่งยืนตลอดห่วงโซ่อุปทาน
ในปี 2568 บริษัทได้ทบทวนและยกระดับแนวทางการบริหารจัดการดังกล่าว โดยจัดทำและประกาศ “คู่มือการบริหารห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน” ซึ่งได้รับการอนุมัติจากคณะกรรมการบริหาร ให้ประกาศใช้และปฏิบัติตามในทุกกลุ่มธุรกิจ ครอบคลุมบริษัทย่อยและบริษัทในเครือทั้งหมด เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกันและสอดคล้องกับมาตรฐานการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนขององค์กร โดยมีแนวทางการบริหารจัดการ ดังนี้
การคัดเลือกคู่ค้ารายใหม่
การจัดลำดับความสำคัญ และจำแนกกลุ่มคู่ค้า
การประเมินความเสี่ยงคู่ค้า
การประเมินประสิทธิภาพคู่ค้า
การตรวจประเมินและเข้าเยี่ยมชมคู่ค้า
การสร้างการมีส่วนร่วม และเสริมสร้างศักยภาพของคู่ค้า
การคัดเลือกคู่ค้ารายใหม่
บริษัทกำหนดกระบวนการคัดเลือกคู่ค้ารายใหม่โดยพิจารณาข้อมูลที่จำเป็นควบคู่กับการปฏิบัติตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้มั่นใจว่าคู่ค้ามีคุณสมบัติ ระบบควบคุมภายใน และศักยภาพเพียงพอในการสนับสนุนการดำเนินงานของบริษัทอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้ คู่ค้าจะต้องดำเนินธุรกิจสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของบริษัท โดยการประเมินครอบคลุมทั้งข้อมูลธุรกิจและข้อมูลด้านความยั่งยืน เช่น โครงสร้างและความน่าเชื่อถือขององค์กร ประสบการณ์และความสามารถทางเทคนิค เอกสารเชิงนโยบายและการปฏิบัติตามมาตรฐานสากล รวมถึงผลการดำเนินงานด้านธรรมาภิบาล สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยบริษัทใช้เกณฑ์การประเมินแบบถ่วงน้ำหนักก่อนขึ้นทะเบียนคู่ค้า (Approved Vendor List) โดยพิจารณา 5 ด้านหลัก ได้แก่ การดำเนินธุรกิจ คุณภาพสินค้าและบริการ การส่งมอบ ราคา และความยั่งยืน เพื่อให้มั่นใจว่าคู่ค้ามีความสามารถในการผลิตและส่งมอบสินค้าและบริการตามข้อกำหนด ในราคาที่เหมาะสม พร้อมทั้งดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส มีจริยธรรม ปฏิบัติตามกฎหมายด้านแรงงานและสิ่งแวดล้อม เคารพสิทธิมนุษยชน และมีมาตรการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชัน อันจะช่วยลดความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทานและสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนของบริษัทในระยะยาว
บริษัทกำหนดให้คู่ค้ารายใหม่ทุกรายลงทะเบียนผ่านแบบฟอร์มประเมิน/คัดเลือกคู่ค้าของบริษัท ซึ่งครอบคลุมประเด็นตามเกณฑ์การคัดเลือกในทุกด้าน โดยต้องมีผลการประเมินเบื้องต้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 70 จึงจะได้รับการขึ้นทะเบียนในบัญชีรายชื่อคู่ค้า (Approved Vendor List: AVL) ทั้งนี้ บริษัทจะสื่อสารและกำหนดให้คู่ค้ารายใหม่ทุกรายต้องลงนามรับทราบ “จรรยาบรรณทางธุรกิจของคู่ค้า (Supplier Code of Conduct)” เพื่อแสดงเจตนารมณ์ในการปฏิบัติตามหลักจริยธรรม กฎหมายที่เกี่ยวข้อง และแนวทางการดำเนินธุรกิจอย่างรับผิดชอบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด
บริษัทได้จัดทำ “จรรยาบรรณทางธุรกิจของคู่ค้า” เพื่อเป็นกรอบแนวปฏิบัติร่วมกันตลอดห่วงโซ่อุปทาน โดยครอบคลุมมิติด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และการกำกับดูแลกิจการที่ดี (ESG) รวมถึงการเคารพสิทธิมนุษยชน และการดำเนินธุรกิจอย่างมีจริยธรรม ซึ่งมีการสื่อสารให้กับคู่ค้ารายใหม่ทุกรายลงนามรับทราบและปฏิบัติตาม รวมถึงมีการเปิดเผยให้คู่ค้าทุกรายสามารถเข้าถึงและรับทราบผ่านทางเว็บไซต์ของบริษัท โดยมีรายละเอียดและหัวข้อที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
| ด้านจรรยาบรรณทางธุรกิจ (Code of Conduct) | |
|---|---|
| คู่ค้าต้องดำเนินธุรกิจอย่างซื่อสัตย์ โปร่งใส และตรวจสอบได้ ปฏิบัติตามกฎหมายและข้อกำหนดที่เกี่ยวข้องตลอดห่วงโซ่อุปทาน รวมถึง |
|
| ด้านสิทธิมนุษยชนและแรงงาน (Human Rights and Labor Practices) | |
| คู่ค้าต้องเคารพสิทธิมนุษยชนตามหลักสากล และปฏิบัติต่อแรงงานอย่างเป็นธรรม โดย |
|
| ด้านความปลอดภัย และอาชีวอนามัย (Safety and Occupational Health) | |
| คู่ค้าต้องจัดให้มีสภาพแวดล้อมการทำงานที่ปลอดภัยตามกฎหมายและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง เพื่อลดความเสี่ยงจากอุบัติเหตุและการบาดเจ็บ โดยจัดหาอุปกรณ์ป้องกันส่วนบุคคลที่เหมาะสม มีการฝึกอบรมและแผนรับมือเหตุฉุกเฉิน รวมถึงการสื่อสารและทบทวนมาตรการด้านความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ | |
| ด้านสิ่งแวดล้อม (Environment) | |
| คู่ค้าต้องบริหารจัดการผลกระทบด้านสิ่งแวดล้อมจากการดำเนินงาน โดย |
|
| ด้านความรับผิดชอบต่อสังคม (Corporate Social Responsibility) | |
| คู่ค้าต้องคำนึงถึงผลกระทบต่อชุมชนและสังคมโดยรอบ มีมาตรการความปลอดภัยเพื่อป้องกันผลกระทบต่อชุมชน สนับสนุนการจ้างงานและการจัดหาสินค้าหรือบริการจากท้องถิ่นตามความเหมาะสม และมีส่วนร่วมในการพัฒนาคุณภาพชีวิตของสังคม | |
| ด้านความร่วมมือในการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืน (Sustainable Supply Chain) | |
| คู่ค้าต้องถ่ายทอดและส่งเสริมให้คู่ค้าในลำดับถัดไปนำหลักจรรยาบรรณนี้ไปประยุกต์ใช้ เพื่อยกระดับมาตรฐานการดำเนินงานอย่างมีความรับผิดชอบตลอดห่วงโซ่อุปทาน | |
นอกจากนี้ บริษัทได้กำหนดให้จรรยาบรรณทางธุรกิจของคู่ค้าเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและเงื่อนไขในสัญญาการจัดซื้อจัดจ้าง โดยคู่ค้าต้องปฏิบัติตามข้อกำหนดดังกล่าวตลอดระยะเวลาการทำงานร่วมกับบริษัท หากพบการไม่ปฏิบัติตาม บริษัทอาจกำหนดมาตรการแก้ไข ติดตามผล หรือพิจารณาทบทวนสถานะการเป็นคู่ค้าตามความเหมาะสม
การจัดลำดับความสำคัญและจำแนกกลุ่มคู่ค้า
เกณฑ์การจำแนกกลุ่มคู่ค้าหลัก
บริษัทจำแนก วิเคราะห์ และจัดลำดับความสำคัญของคู่ค้าตามเกณฑ์ที่กำหนด ซึ่งพิจารณาจากปัจจัยหลัก 3 ด้าน คือ ผลกระทบต่อโครงการหลัก ความสามารถในการจัดหาทดแทน และความเสี่ยงด้านราคาและคุณภาพ โดยแบ่งกลุ่มคู่ค้า ออกเป็น 4 กลุ่มหลัก คือ Critical Tier 1 Supplier, Tier 1 Supplier, Critical Non-Tier1 Supplier และ Affiliated Company ตามหลักเกณฑ์ ดังนี้
| กลุ่มคู่ค้า | หลักเกณฑ์ในการจัดกลุ่มคู่ค้า |
|---|---|
| คู่ค้าหลัก (Critical Tier 1 Supplier) | |
| Critical Tier 1 Supplier |
|
| คู่ค้าโดยตรง (Tier 1 Supplier) | |
| Tier 1 Supplier |
|
| General Supplier |
|
| คู่ค้าหลักทางอ้อม (Critical Non-Tier 1 Supplier) | |
| Critical Non-Tier 1 Supplier |
|
| คู่ค้ากลุ่มบริษัทในเครือ (Affiliated Company) | |
| Affiliated Company |
|
ในปี 2568 บริษัทมีคู่ค้ารวมทั้งสิ้น
ในปี 2568 บริษัทมีคู่ค้ารวมทั้งสิ้น 756 ราย แบ่งเป็นคู่ค้าหลัก (Critical Tier 1 Supplier) จำนวน 92 ราย คู่ค้าโดยตรง แบ่งเป็น 2 กลุ่มคือ Tier 1 Supplier จำนวน 218 ราย General Supplier 285 ราย และคู่ค้าหลักทางอ้อม (Critical Non-Tier 1 Supplier) จำนวน 149 ราย และคู่ค้ากลุ่มบริษัทในเครือ (Affiliated Company) 12 ราย โดยได้รับการสื่อสารเพื่อรับทราบการปฏิบัติตามจรรยาบรรณทางธุรกิจของคู่ค้า คิดเป็นร้อยละ 100 ของคู่ค้าหลัก และคิดเป็นร้อยละ 33.99 ของคู่ค้าทั้งหมด
การประเมินความเสี่ยงคู่ค้า
บริษัทให้ความสำคัญกับการบริหารความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อป้องกันผลกระทบต่อต้นทุน ความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจ และชื่อเสียงขององค์กร จากปัจจัยต่าง ๆ เช่น ความผันผวนของวัตถุดิบ และการไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง โดยกำหนดให้มีการประเมินความเสี่ยงคู่ค้าอย่างน้อย 1 ครั้งในรอบ 3 ปี ครอบคลุมคู่ค้าหลัก (Critical Tier 1 Supplier) ทุกราย ผ่านวิธีการที่เหมาะสม ได้แก่ การประเมินตนเอง (ESG Self-Assessment Questionnaire) การตรวจเยี่ยมสถานประกอบการ และการติดตามข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพื่อนำผลไปใช้ในการควบคุมความเสี่ยงและพัฒนาศักยภาพคู่ค้าอย่างต่อเนื่อง
การระบุปัจจัยเสี่ยงคู่ค้า
ประเด็นความเสี่ยงด้านความยั่งยืนที่เกี่ยวข้องกับคู่ค้าจะถูกประเมินในด้านเศรษฐกิจ ด้านสังคม และด้านสิ่งแวดล้อม ทั้งคู่ค้ารายใหม่ และคู่ค้ารายเดิม ครอบคลุมผู้ขายสินค้า ผู้รับเหมาและผู้รับเหมาช่วง ผู้ให้บริการ ผู้ให้บริการด้านโลจิสติกส์และขนส่ง รวมถึงผู้รับจ้างงาน EPC งานก่อสร้าง และงานดำเนินงานและบำรุงรักษา (O&M) ในโครงการด้านพลังงานและก่อสร้าง โดยคำนึงถึงปัจจัยความเสี่ยงที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
| ความเสี่ยง | ตัวอย่างปัจจัยความเสี่ยง |
|---|---|
| ความเสี่ยงด้านสินค้าและบริการ |
|
| ความเสี่ยงด้านการดำเนินธุรกิจ |
|
| ความเสี่ยงด้านสิ่งแวดล้อม |
|
| ความเสี่ยงด้านสังคม |
|
เกณฑ์การประเมินความเสี่ยงคู่ค้า
บริษัทประเมินความเสี่ยงโดยพิจารณา 2 มิติ ได้แก่ โอกาสในการเกิดความเสี่ยง (Likelihood) และผลกระทบ (Impact) ครอบคลุมด้านการปฏิบัติการและแรงงาน ชื่อเสียง การเงิน รวมถึงการปฏิบัติตามกฎหมายและสิ่งแวดล้อม โดยนำข้อมูลจากแบบประเมินตนเอง ผลการดำเนินงานในอดีต ข้อมูลข่าวสาร และแนวโน้มความเสี่ยงของอุตสาหกรรมมาประกอบการพิจารณา ผลการประเมินจะถูกจัดลำดับในตารางประเมินความเสี่ยง (Risk Matrix) เพื่อคำนวณคะแนนความเสี่ยง (โอกาส x ผลกระทบ) และจัดระดับเป็น 4 ระดับ ได้แก่ ต่ำ ปานกลาง สูง และสูงมาก โดยคู่ค้าที่มีความเสี่ยงระดับสูงและสูงมากจะต้องกำหนดมาตรการควบคุมและติดตามเพื่อลดความเสี่ยง ส่วนคู่ค้าที่มีความเสี่ยงระดับต่ำและปานกลางจะได้รับการติดตามอย่างต่อเนื่องเพื่อป้องกันการเพิ่มขึ้นของความเสี่ยง
| คะแนนความเสี่ยง (โอกาส x ผลกระทบ) | ระดับความเสี่ยง | การดำเนินการเมื่อตรวจพบ |
|---|---|---|
|
คะแนน 1-2 |
ความเสี่ยงระดับต่ำ | ติดตามเพื่อรักษาหรือลดระดับความเสี่ยง |
|
คะแนน 3-4 |
ความเสี่ยงระดับปานกลาง | ติดตามเพื่อรักษาหรือลดระดับความเสี่ยง |
|
คะแนน 5-8 |
ความเสี่ยงระดับสูง | กำหนดมาตรการในการควบคุม เพื่อลดความเสี่ยง |
|
คะแนน 9-16 |
ความเสี่ยงระดับสูงมาก | กำหนดมาตรการในการควบคุม เพื่อลดความเสี่ยง |
สำหรับคู่ค้าที่มีความเสี่ยงระดับสูง บริษัทได้กำหนดมาตรการควบคุมและติดตามผลร่วมกับคู่ค้าเพื่อปรับปรุงและลดระดับความเสี่ยงอย่างเหมาะสม เช่น การจัดทำแผนแก้ไข (Corrective Action Plan) การติดตามความคืบหน้าอย่างใกล้ชิด และการตรวจประเมินซ้ำตามระยะเวลาที่กำหนด เพื่อให้การดำเนินงานสอดคล้องกับข้อกำหนดและมาตรฐานของบริษัท
การประเมินประสิทธิภาพคู่ค้า
บริษัทกำหนดให้คู่ค้าหลักต้องรายงานข้อมูลด้านสิ่งแวดล้อม สังคม รวมถึงการกำกับดูแลกิจการที่ ผ่านการประเมินประสิทธิภาพคู่ค้าตามเกณฑ์การประเมินด้านความยั่งยืน ในประเด็นที่สำคัญและและอาจส่งผลต่อการดำเนินธุรกิจ เช่น ความรับผิดชอบต่อสังคม สิทธิมนุษยชนและการปฏิบัติต่อแรงงาน อาชีวอนามัยและความปลอดภัย มาตรการและการบริหารจัดการด้านสิ่งแวดล้อม รวมถึงการจัดหาผลิตภัณฑ์หรือบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม เพื่อนำข้อมูลมาใช้ติดตามและประเมินผล พร้อมให้คำแนะนำในการปรับปรุงกระบวนการดำเนินงาน คู่ค้าที่ได้รับการขึ้นทะเบียนต้องผ่านกระบวนการประเมินประสิทธิภาพประจำปี โดยใช้แบบฟอร์ม ใบประเมินผู้ขาย ใบประเมินผู้รับเหมา/ผู้รับจ้าง (Evaluation Form) และแบบประเมินความยั่งยืนของคู่ค้า (Supplier Sustainability Self-Assessment) เป็นเครื่องมือในการติดตามและตรวจสอบผลการดำเนินงานของคู่ค้า ซึ่งอาจรวมถึงการประเมินผลระหว่างการปฏิบัติงาน และการตรวจสอบ ณ สถานที่ปฏิบัติงาน (On-site Audit) ตามหลักเกณฑ์ที่บริษัทกำหนดไว้
เกณฑ์การประเมินประสิทธิภาพคู่ค้า
| ประสิทธิภาพคู่ค้า | ตัวอย่างประเด็นการประเมิน |
|---|---|
| ด้านเศรษฐกิจ |
|
| ด้านสังคม |
|
| ด้านสิ่งแวดล้อม |
|
| ระดับ | คะแนน (ร้อยละ) |
|---|---|
| A = ดีมาก | มากกว่าหรือเท่ากับ 80 |
| B = ดี | 70-79 |
| C = พอใช้ | 60-69 |
| D = ต้องปรับปรุง | 50-59 |
| F = ตัดออกจากรายชื่อคู่ค้าของบริษัท | ต่ำกว่า 50 |
โดยการประเมินประสิทธิภาพคู่ค้าดำเนินควบคู่กับการติดตามการปฏิบัติตามจรรยาบรรณทางธุรกิจของคู่ค้า (Supplier Code of Conduct) โดยบริษัทจะสื่อสารผลการประเมินให้คู่ค้าทราบ เพื่อนำไปปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินงาน พร้อมร่วมกำหนดแนวทางหรือแผนพัฒนาศักยภาพ เพื่อสนับสนุนการดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนร่วมกัน ทั้งนี้ ในปี 2568 บริษัทได้ดำเนินการประเมินประสิทธิภาพคู่ค้าตามเกณฑ์การประเมินด้านความยั่งยืน ESG คิดเป็นร้อยละ 43.25 ของคู่ค้าที่อยู่ในขอบเขตการประเมิน ซึ่งผลการประเมินส่วนใหญ่อยู่ในระดับ ดี และ ดีมาก
การตรวจประเมินและเข้าเยี่ยมชมคู่ค้า
เกณฑ์การประเมินและเข้าเยี่ยมคู่ค้า
บริษัทกำหนดให้มีการตรวจประเมินและเข้าเยี่ยมชมคู่ค้า (On-site Audit) อย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง สำหรับคู่ค้าหลัก (Critical Tier 1 Supplier) ที่เป็นคู่ค้ารายใหม่ คู่ค้าที่มีความเสี่ยงสูงหรือสูงมาก และคู่ค้าที่มีผลการประเมินประสิทธิภาพระดับต้องปรับปรุง (เกรด D) โดยคณะผู้ตรวจประเมินซึ่งประกอบด้วยผู้แทนฝ่ายจัดซื้อและผู้เชี่ยวชาญด้านความปลอดภัย กฎหมายแรงงาน และความยั่งยืน ทั้งนี้ การตรวจประเมินสามารถดำเนินการได้ทั้งแบบลงพื้นที่จริงหรือผ่านระบบออนไลน์ โดยครอบคลุมประเด็นด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ในประเด็นที่สำคัญกับลักษณะการดำเนินธุรกิจ พร้อมจัดทำรายงานผลและกำหนดให้คู่ค้าจัดทำแผนแก้ไข (Corrective Action Plan) ภายในระยะเวลาที่กำหนด และมีการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง หากคู่ค้าไม่สามารถดำเนินการแก้ไขได้ บริษัทอาจพิจารณาระงับการซื้อขายชั่วคราว
คู่ค้าหลักที่ได้รับการประเมิน ณ สถานประกอบการ
นอกจากนี้ บริษัทยังดำเนินการเฝ้าระวังผ่านการทบทวนข้อมูลข่าวสาร การประเมินเอกสาร และการติดตามตัวชี้วัดที่เกี่ยวข้อง พร้อมสุ่มตรวจเมื่อพบสัญญาณความเสี่ยงหรือการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนด ทั้งนี้ ในรอบปีที่ผ่านมาไม่พบประเด็นการไม่ปฏิบัติตามข้อกำหนดด้านสังคมและสิ่งแวดล้อมที่มีนัยสำคัญ
การสร้างการมีส่วนร่วมและเสริมสร้างศักยภาพของคู่ค้า
บริษัทตระหนักว่าคู่ค้าเป็นส่วนสำคัญของห่วงโซ่คุณค่า จึงมุ่งสร้างความร่วมมือระยะยาวบนพื้นฐานของความโปร่งใส ความไว้วางใจ และการพัฒนาร่วมกัน โดยส่งเสริมให้คู่ค้าดำเนินงานสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนของบริษัท ผ่านการสื่อสาร การถ่ายทอดองค์ความรู้ การสนับสนุนทางเทคนิค และการติดตามผลอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับมาตรฐานการดำเนินงาน ลดความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน และเสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของทั้งบริษัทและคู่ค้าอย่างยั่งยืน โดยมีโครงการและกิจกรรมที่สำคัญดังนี้
การพัฒนาความรู้และการบูรณาการนโยบาย
บริษัทสื่อสารและอบรมนโยบายการจัดซื้อจัดจ้าง จรรยาบรรณทางธุรกิจของคู่ค้า และแนวทางการบริหารจัดการห่วงโซ่อุปทานอย่างยั่งยืนตามกรอบ ESG ให้บุคลากรที่เกี่ยวข้องกับงานจัดซื้อ เพื่อให้สามารถนำไปใช้ในการคัดเลือกและกำกับดูแลคู่ค้าได้อย่างเป็นระบบ นอกจากนี้ข้อกำหนดด้านจรรยาบรรณทางธุรกิจของคู่ค้า ครอบคลุมประเด็นด้าน ESG ตามที่ได้ระบุไว้ข้างต้น ได้ถูกกำหนดเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายจัดซื้อจัดจ้างและเงื่อนไขในสัญญาที่ทำกับคู่ค้า โดยคู่ค้าต้องยอมรับและปฏิบัติตามตลอดระยะเวลาการทำงานร่วมกับบริษัท
การเสริมสร้างความสัมพันธ์กับคู่ค้า
บริษัทสร้างความสัมพันธ์กับคู่ค้าผ่านกิจกรรมการอบรม สื่อสาร และแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้คู่ค้ารับทราบนโยบาย แนวปฏิบัติ และแนวทางการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของบริษัท โดยมุ่งลดผลกระทบต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ บริษัทได้จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นจากคู่ค้าเพื่อหารือประเด็นการทำงานร่วมกันและการแก้ไขปัญหาในการปฏิบัติงาน ส่งผลให้การดำเนินงานร่วมกันมีประสิทธิภาพมากขึ้น ลดภาระงานของคู่ค้า และเสริมสร้างความร่วมมือระยะยาว
การสนับสนุนการจัดซื้อจัดจ้างอย่างยั่งยืน
บริษัทให้ความสำคัญกับการคัดเลือกสินค้าและบริการที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม (Green Procurement) โดยพิจารณาผลิตภัณฑ์ที่ได้รับการรับรองด้านสิ่งแวดล้อม เช่น ฉลากเขียว หรือ ผลิตภัณฑ์ที่ปล่อยก๊าซเรือนกระจกต่ำ (Low Carbon) นอกจากนี้ บริษัทยังร่วมมือกับคู่ค้าในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เช่น การส่งเสริมการใช้เม็ดพลาสติกรีไซเคิลในกระบวนการผลิต โดยในปี 2568 บริษัทมีมูลค่าการจัดซื้อจัดจ้างที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมคิดเป็นร้อยละ 2.49 ของมูลค่าการสั่งซื้อในกระบวนการผลิตทั้งหมด ส่งผลให้สามารถลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ขณะเดียวกัน บริษัทให้ความสำคัญกับการจัดซื้อจากคู่ค้าในประเทศและพื้นที่ดำเนินงาน (Local Procurement) เพื่อสนับสนุนการจ้างงาน กระจายรายได้สู่ชุมชน และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากการขนส่งสินค้า โดยในปี 2568 การจัดซื้อจัดจ้างภายในประเทศคิดเป็นร้อยละ 81.58 ของมูลค่าการสั่งซื้อทั้งหมด ซึ่งช่วยเสริมความเข้มแข็งของห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศและสนับสนุนการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน