เป้าหมายและผลการดำเนินงาน

เป้าหมายปี 2568
ความพึงพอใจของลูกค้าต่อผลิตภัณฑ์และการบริการ ≥90.00%
ผลการดำเนินงานปี 2568
89.4%
เป้าหมายปี 2568
ข้อร้องเรียนด้านความปลอดภัยหรือผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากผลิตภัณฑ์และบริการ 0 กรณี
ผลการดำเนินงานปี 2568
0
กรณี

ความท้าทายและโอกาสทางธุรกิจ

ธุรกิจพลังงานและโครงสร้างพื้นฐานเป็นบริการที่มีผลต่อการดำเนินงานของลูกค้าโดยตรง ความต่อเนื่องในการจ่ายไฟฟ้า ความถูกต้องตามข้อกำหนดทางเทคนิค และการส่งมอบโครงการตามสัญญาเป็นสิ่งที่ลูกค้าให้ความสำคัญสูง

หากเกิดความล่าช้า ระบบไม่เสถียร หรือคุณภาพไม่เป็นไปตามข้อกำหนด จะส่งผลกระทบการดำเนินงานของลูกค้าในทันที และอาจนำไปสู่ข้อพิพาททางสัญญา ความเสียหายเชิงธุรกิจ และความเชื่อมั่นที่ลดลง ในขณะเดียวกัน ลูกค้ามีความคาดหวังต่อมาตรฐานการให้บริการที่สูงขึ้น ทั้งความโปร่งใสในการสื่อสาร การติดตามสถานะโครงการ และการตอบสนองต่อปัญหาอย่างรวดเร็ว บริษัทจึงต้องยกระดับระบบบริหารโครงการ การควบคุมคุณภาพ และเสถียรภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง เพื่อรักษาความน่าเชื่อถือในฐานะผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน การบริหารคุณภาพ การบริหารสินทรัพย์ และการใช้ระบบดิจิทัลสนับสนุนการดำเนินงาน ช่วยให้บริษัทสามารถรักษาความเสถียรของระบบการผลิตและการจ่ายไฟฟ้า รวมถึงติดตามโครงการและแก้ไขปัญหาได้รวดเร็ว ส่งผลให้ลูกค้าเกิดความเชื่อมั่นในความสามารถของบริษัท เมื่อบริษัทสามารถส่งมอบโครงการและดูแลระบบได้อย่างต่อเนื่อง จะนำไปสู่ความสัมพันธ์ระยะยาว การต่อสัญญา การได้รับโครงการเพิ่มเติม และการขยายความร่วมมือทางธุรกิจในอนาคต

แนวทางการบริหารจัดการและการสร้างคุณค่า

แนวทางบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า

บริษัทตระหนักว่าพลังงานไฟฟ้าเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่จำเป็นต่อการดำเนินชีวิตและการดำเนินธุรกิจของผู้ใช้ไฟฟ้าทุกภาคส่วน ความต่อเนื่อง ความเชื่อถือได้ และความปลอดภัยของระบบจ่ายไฟฟ้าจึงเป็นหัวใจสำคัญของประสบการณ์ลูกค้า บริษัทจึงมุ่งดำเนินธุรกิจพลังงานทดแทนแบบครบวงจร โดยให้ความสำคัญกับการส่งมอบงานที่มีคุณภาพตามข้อกำหนดทางเทคนิค การให้บริการที่โปร่งใส และการตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้าอย่างรวดเร็วตลอดวงจรโครงการ

ตั้งแต่การพัฒนา ออกแบบ ก่อสร้าง เดินเครื่อง ไปจนถึงการบำรุงรักษา บริษัทให้ความสำคัญกับการสร้างความเชื่อมั่นระยะยาวมากกว่าการให้บริการเฉพาะช่วงส่งมอบงาน โดยมุ่งยกระดับมาตรฐานการควบคุมคุณภาพ การบริหารโครงการ และเสถียรภาพการดำเนินงาน เพื่อให้ลูกค้าสามารถดำเนินธุรกิจได้อย่างต่อเนื่อง ลดความเสี่ยงจากการหยุดชะงัก และได้รับบริการที่เป็นธรรมและตรวจสอบได้ บริษัทพร้อมทำหน้าที่เป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่เชื่อถือได้ โดยรับฟังความคิดเห็นและข้อเสนอแนะของลูกค้าเพื่อนำมาปรับปรุงบริการอย่างต่อเนื่อง และพัฒนาความร่วมมือระยะยาวกับลูกค้าและคู่ค้าในทุกกลุ่มธุรกิจ แนวทางดังกล่าวครอบคลุมการดำเนินงานในทุกกิจกรรมทางธุรกิจ ดังนี้

แนวทางบริหารความสัมพันธ์กับลูกค้า
ธุรกิจพลังงานเพื่อความยั่งยืน (Power Procedure and Energy Ecosystem Platform and Innovations)
ธุรกิจพลังงานเพื่อความยั่งยืน

บริษัทมุ่งพัฒนาธุรกิจพลังงานโดยยึดผู้ใช้ไฟฟ้าเป็นศูนย์กลาง (customer-centric energy service) ครอบคลุมตั้งแต่การเข้าถึงพลังงานสะอาด การดูแลความต่อเนื่องของการจ่ายไฟฟ้า ไปจนถึงการสื่อสารและการให้บริการผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล เพื่อสร้างประสบการณ์การใช้พลังงานที่เชื่อถือได้ โปร่งใส และเข้าถึงได้สำหรับลูกค้าทุกกลุ่ม ในด้านการขยายการเข้าถึงพลังงานสะอาดอย่างเท่าเทียม บริษัทมุ่งเพิ่มโอกาสให้ผู้ใช้ไฟฟ้าทุกกลุ่มสามารถเข้าถึงพลังงานหมุนเวียนได้อย่างทั่วถึง โดยพัฒนาและขยายโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และพลังงานลมอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียนรวม 1,260 เมกะวัตต์ และตั้งเป้าเพิ่มเป็น 2,000 เมกะวัตต์ภายในปี 2570 ส่งผลให้พอร์ตโฟลิโอการผลิตไฟฟ้าของบริษัทเป็นพลังงานสะอาดทั้งหมด สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการเติบโตในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนอย่างยั่งยืน และจากศักยภาพดังกล่าว บริษัทจึงต่อยอดการให้บริการไปสู่ผู้ใช้ไฟฟ้ารายย่อยภายใต้แนวคิด Smart Living by GUNKUL ผ่านบริการ GRoof ซึ่งให้บริการติดตั้งระบบพลังงานแสงอาทิตย์ตั้งแต่บ้านพักอาศัยไปจนถึงธุรกิจ SME ช่วยให้ลูกค้าสามารถผลิตและใช้พลังงานสะอาดในราคาที่เหมาะสม ลดภาระค่าใช้จ่ายด้านพลังงาน และเพิ่มทางเลือกในการใช้พลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

พร้อมขยายการเข้าถึงพลังงานสะอาดในวงกว้างมากยิ่งขึ้น และเมื่อการเข้าถึงพลังงานเพิ่มขึ้น บริษัทจึงให้ความสำคัญกับเสถียรภาพและความพร้อมใช้งานของโรงไฟฟ้า โดยวางแผนบำรุงรักษาและติดตามการทำงานของระบบอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันเหตุขัดข้องล่วงหน้า การหยุดชะงักของการดำเนินงาน คุณภาพไฟฟ้า และสัญญาณความผิดปกติของอุปกรณ์ เพื่อวางแผนบำรุงรักษาและเปลี่ยนอุปกรณ์ล่วงหน้า รวมถึงการจัดเตรียมอะไหล่สำรองและการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน ช่วยลดระยะเวลาหยุดเดินเครื่อง (downtime) และทำให้ลูกค้าได้รับพลังงานอย่างต่อเนื่องตามสัญญา การดูแลระบบดังกล่าวเชื่อมโยงกับการสื่อสารและบริการลูกค้าอย่างรวดเร็ว บริษัทจัดให้มีช่องทางติดตามสถานะงาน การแจ้งเตือน และการติดต่อขอรับบริการที่ชัดเจน เพื่อให้ลูกค้าสามารถรับทราบความคืบหน้าและขอรับการช่วยเหลือได้อย่างรวดเร็ว รวมถึงสามารถติดตามสถานะงาน รับการแจ้งเตือน และติดต่อขอรับบริการตรวจสอบหรือบำรุงรักษาได้ทันทีเมื่อระบบมีความผิดปกติ ช่วยลดความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของกิจกรรมทางธุรกิจของลูกค้า ซึ่งทั้งสามส่วนถูกเชื่อมเข้าด้วยกันผ่านการยกระดับการให้บริการด้วยดิจิทัลแพลตฟอร์ม โดยบริษัทได้พัฒนาแพลตฟอร์มดิจิทัลทั้งสำหรับลูกค้าและการปฏิบัติงานภายใน เช่น GRoof Digital Platform และ EMERGE Energy Management Platform ซึ่งรวบรวมข้อมูลจากโรงไฟฟ้าและอุปกรณ์ผลิตไฟฟ้ามาแสดงผลแบบรวมศูนย์ สามารถติดตามประสิทธิภาพการผลิต วิเคราะห์ข้อมูลหลายโรงไฟฟ้า ตรวจสอบพลังงานที่ส่งมอบจริง และจัดทำใบแจ้งหนี้อัตโนมัติตามเงื่อนไขสัญญา รวมถึงแจ้งเตือนเมื่อเกิดความผิดปกติของระบบ ลูกค้าสามารถเข้าถึงข้อมูลการผลิตไฟฟ้า ผลการประหยัดพลังงาน และรายงานการดำเนินงานแบบเรียลไทม์ ขณะที่ทีมปฏิบัติงานสามารถวางแผนงานสำรวจ ติดตั้ง และบำรุงรักษาผ่านระบบเดียวกัน ลดขั้นตอนการทำงานซ้ำซ้อนและค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน พร้อมเพิ่มความโปร่งใสในการบริหารข้อมูลพลังงานให้กับลูกค้า

จากการดำเนินงานแบบบูรณาการดังกล่าว บริษัทสามารถเชื่อมโยงการเข้าถึงพลังงานสะอาดเข้ากับการบริหารความต่อเนื่องของระบบไฟฟ้าและการบริการลูกค้าได้อย่างครบวงจร ส่งผลให้ลูกค้าได้รับพลังงานที่เชื่อถือได้ เข้าถึงข้อมูลอย่างโปร่งใส และสามารถตัดสินใจด้านพลังงานได้อย่างมีข้อมูล ซึ่งช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้ใช้พลังงาน ลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ และสนับสนุนการเปลี่ยนผ่านสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างยั่งยืน

ธุรกิจวิศวกรรม และ Turnkey แบบครบวงจร (Construction and Turnkey)

บริษัทมุ่งพัฒนาธุรกิจวิศวกรรมและก่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานแบบครบวงจร เพื่อสนับสนุนความมั่นคงของระบบไฟฟ้าและตอบสนองความต้องการของผู้ใช้ไฟฟ้าทั้งภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม และภาคธุรกิจ โดยครอบคลุมตั้งแต่การออกแบบ วิศวกรรม จัดหาอุปกรณ์ ก่อสร้าง ทดสอบระบบ และการเตรียมความพร้อมก่อนจ่ายไฟฟ้า รวมถึงบริการบำรุงรักษาเชิงป้องกันหลังส่งมอบงาน บริษัทดำเนินงานร่วมมือกับกลุ่มลูกค้าซึ่งเป็นหน่วยงานหลักด้านพลังงานของประเทศ ได้แก่ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค และการไฟฟ้านครหลวง ตลอดจนลูกค้าภาคเอกชนและโครงการพลังงานหมุนเวียน เพื่อพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานไฟฟ้าให้มีความเชื่อถือได้และรองรับความต้องการใช้ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น โดยให้บริการพัฒนาและก่อสร้างโครงการโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานขนาดใหญ่ เช่น ระบบสายส่งไฟฟ้าแรงสูงและสถานีไฟฟ้าระดับแรงดัน 115–500 กิโลโวลต์ โครงการเคเบิลใต้น้ำและสายเคเบิลใต้ดินในเขตเมือง โครงการสถานีไฟฟ้า GIS, AIS และสถานีไฟฟ้าใต้ดิน โครงการระบบกักเก็บพลังงาน (BESS) ไมโครกริดและระบบพลังงานอัจฉริยะ และโครงการพลังงานหมุนเวียน เช่น โซลาร์ฟาร์ม โซลาร์ลอยน้ำ และพลังงานลม โดยมีแนวทางในการดำเนินงานเพื่อสนับสนุนความมั่นคงของระบบไฟฟ้า เพิ่มความเชื่อมั่นของผู้ใช้ไฟฟ้า ลดความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของกิจกรรมทางเศรษฐกิจ และรองรับการขยายตัวของพลังงานหมุนเวียน ดังนี้

การยกระดับศักยภาพการให้บริการ (Operational Service Capability Enhancement)

ในปีที่ผ่านมา บริษัทได้เพิ่มขีดความสามารถในการดำเนินโครงการระบบไฟฟ้าแรงสูง โดยเฉพาะโครงการสายส่งและสถานีไฟฟ้าระดับ 230–500 กิโลโวลต์ รวมถึงโครงการระบบไฟฟ้าสำหรับพลังงานหมุนเวียนและระบบกักเก็บพลังงาน เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดของประเทศ และเพิ่มเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าในพื้นที่ที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าสูง บริษัทบริหารโครงการโดยใช้การวางแผนงาน การควบคุมคุณภาพ และการบริหารความเสี่ยงร่วมกับลูกค้า เพื่อลดความล่าช้า ลดความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของระบบไฟฟ้า และลดผลกระทบต่อการดำเนินธุรกิจของลูกค้า รวมถึงให้คำปรึกษาทางเทคนิค การทดสอบระบบ และการบำรุงรักษาเชิงป้องกัน เพื่อให้ระบบสามารถใช้งานได้อย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในระยะยาว

การพัฒนาศักยภาพบุคลากรและการให้บริการ (Workforce Competency & Service Excellence)

บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาบุคลากรด้านวิศวกรรมและงานก่อสร้าง โดยมุ่งเสริมทักษะทางเทคนิค ความปลอดภัยในการทำงาน และทักษะการประสานงานกับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง พร้อมให้บริการด้านวิศวกรรมโยธาและไฟฟ้า งานทดสอบและจ่ายไฟฟ้า และการบำรุงรักษาสถานีไฟฟ้าแก่ลูกค้าภาครัฐและเอกชน

ธุรกิจอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูง

กลุ่มธุรกิจอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูง ดำเนินธุรกิจผลิต จัดหา และจำหน่ายอุปกรณ์สำหรับระบบไฟฟ้า ครอบคลุมตั้งแต่โรงไฟฟ้า ระบบสายส่ง ระบบจำหน่าย จนถึงผู้ใช้ไฟฟ้า โดยมีบริษัทย่อยแบ่งการดำเนินงานเป็น 2 ส่วนหลัก ได้แก่ 1) ภาคการผลิต ทำหน้าที่เป็นโรงงานผู้ผลิตและจำหน่ายสินค้า และ 2) ภาคการค้า ทำหน้าที่จัดจำหน่ายและให้บริการแก่ลูกค้าทั้งภาครัฐและภาคเอกชน โดยกลุ่มบริษัทมีสินค้ากว่า 5,000 รายการ ทั้งที่ผลิตเองและจัดหาจากผู้ผลิตที่ได้รับการยอมรับจากในประเทศและต่างประเทศ ทำให้สามารถตอบสนองความต้องการที่หลากหลายของลูกค้า และถือเป็นผู้ให้บริการอุปกรณ์ระบบไฟฟ้าแบบครบวงจร ผลิตภัณฑ์และบริการ ครอบคลุมอุปกรณ์ป้องกันและตัดต่อระบบไฟฟ้าแรงดันกลางถึงแรงดันสูง ระบบกราวด์และอุปกรณ์ป้องกันฟ้าผ่า อุปกรณ์มาตรวัดพลังงานและระบบส่องสว่าง อุปกรณ์ติดตั้งและซ่อมบำรุงระบบสายส่งและสถานีไฟฟ้า อุปกรณ์ความปลอดภัยในการปฏิบัติงานไฟฟ้า แผงโซลาร์เซลล์และอุปกรณ์ประกอบ ตลอดจนบริการทดสอบอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูงในห้องปฏิบัติการที่ได้รับการรับรองตามมาตรฐาน ISO/IEC 17025

จากลักษณะธุรกิจที่เกี่ยวข้องโดยตรงกับความต่อเนื่องและความปลอดภัยของระบบไฟฟ้าของลูกค้า ทั้งหน่วยงานภาครัฐและเอกชน บริษัทจึงไม่ได้ทำหน้าที่เพียงผู้จัดจำหน่ายอุปกรณ์ แต่เป็นผู้สนับสนุนการดำเนินงานของลูกค้าในระบบโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานโดยตรง ความรวดเร็ว ความถูกต้อง และความเชื่อถือได้ของการให้บริการจึงเป็นปัจจัยสำคัญต่อประสบการณ์ของลูกค้าและความสัมพันธ์ทางธุรกิจระยะยาว บริษัทจึงดำเนินการเพื่อบริหารความสัมพันธ์และประสบการณ์ลูกค้าใน 4 ด้านหลัก ดังนี้

เพิ่มความรวดเร็วในการตอบสนองและให้บริการลูกค้า ทั้งการเสนอราคา ให้คำปรึกษาด้านเทคนิค และการจัดหาและส่งมอบผลิตภัณฑ์ ในปี 2568 บริษัทได้ปรับปรุงกระบวนการทำงานภายในเพื่อเพิ่มความรวดเร็วและความถูกต้องในการให้บริการลูกค้า โดยพัฒนาระบบดิจิทัลสนับสนุนการตรวจสอบคุณภาพสินค้า (QC Inspection) และการบริหารคลังสินค้าแบบเรียลไทม์ ผ่านการใช้งานอุปกรณ์พกพาและระบบบาร์โค้ด/QR Code แทนขั้นตอนเอกสารแบบเดิม ทำให้การบันทึกข้อมูล การติดตามสถานะสินค้า และการออกเอกสารสามารถดำเนินการได้ทันทีในระบบ ซึ่งการปรับปรุงดังกล่าวช่วยลดขั้นตอนการทำงานจาก 6 กระบวนการ เหลือ 3 กระบวนการ และลดระยะเวลาออกผลรายงานทดสอบผลิตภัณฑ์ (Official Test Report) จาก 3 วัน เหลือ 1 วัน ขณะเดียวกันกระบวนการรับเข้า เคลื่อนย้าย และเบิกจ่ายในคลังได้รับการเชื่อมต่อข้อมูลแบบ Real-time ส่งผลให้ระยะเวลาดำเนินงานลดจากประมาณ 1 วันทำการ เหลือประมาณ 2 ชั่วโมง รวมทั้งลดข้อผิดพลาดด้านข้อมูลสต็อกและลดการใช้เอกสาร การยกระดับประสิทธิภาพดังกล่าวช่วยให้บริษัทสามารถเสนอราคา จัดหาผลิตภัณฑ์ และตอบคำถามด้านเทคนิคแก่ลูกค้าได้รวดเร็วขึ้น ลูกค้าสามารถรับผลิตภัณฑ์และเอกสารประกอบได้ในระยะเวลาที่รวดเร็วขึ้น เพิ่มความต่อเนื่องในการดำเนินงานของลูกค้า และเสริมความเชื่อมั่นต่อคุณภาพการให้บริการของบริษัท

บริษัทให้ความสำคัญกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับลูกค้า โดยอาศัยความเข้าใจลักษณะการใช้งานจริง ข้อกำหนดทางเทคนิค และสภาพแวดล้อมการติดตั้งของแต่ละโครงการ เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงคุณสมบัติผลิตภัณฑ์ให้เหมาะสมกับระบบไฟฟ้าเฉพาะพื้นที่ ทั้งในด้านความปลอดภัย ความทนทาน และความสะดวกในการบำรุงรักษา ทั้งนี้ รายละเอียดเชิงเทคนิคที่เกี่ยวข้องกับลูกค้าและโครงการได้รับการบริหารจัดการภายใต้หลักการรักษาความลับทางธุรกิจอย่างเหมาะสม ในรอบปีที่ผ่านมา บริษัทได้ดำเนินการศึกษา วิจัย ในการปรับปรุงผลิตภัณฑ์เพื่อยกระดับมาตรฐานอุปกรณ์ไฟฟ้าให้สอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาอย่างยั่งยืนและตอบสนองต่อความต้องการของลูกค้า โดยมุ่งลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม เพิ่มความปลอดภัยในการใช้งาน และยกระดับความเชื่อถือได้ของระบบไฟฟ้า เช่น การเปลี่ยนเทคโนโลยีอุปกรณ์ตัดตอนจาก SF6 Load Break Switch เป็น Solid Load Break Switch เพื่อลดการใช้ก๊าซที่มีศักยภาพในการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การปรับวัสดุฉนวนจาก Porcelain Insulator เป็น Composite Insulator และการพัฒนา Polymer Fuse Cutout เพื่อเพิ่มความทนทาน ลดความเสี่ยงจากการชำรุดเสียหาย และลดภาระการบำรุงรักษา รวมถึงการปรับปรุงอุปกรณ์ป้องกันแรงดันเกิน (Surge Arrester) และผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวข้องกับระบบพลังงานแสงอาทิตย์ให้สอดคล้องกับมาตรฐานอุตสาหกรรมและมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (มอก.)

บริษัทกำหนดแนวทางการบริหารคุณภาพโดยมุ่งเน้นการป้องกันปัญหามากกว่าการแก้ไขภายหลัง (Preventive Approach) ผ่านการควบคุมคุณภาพตลอดกระบวนการ ตั้งแต่การออกแบบ การจัดหา การผลิต การทดสอบ จนถึงการส่งมอบสินค้า เพื่อให้ผลิตภัณฑ์และบริการมีความถูกต้องตามข้อกำหนดทางเทคนิคและมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งลดความเสี่ยงที่อาจกระทบต่อความปลอดภัยและการใช้งานของลูกค้าในระบบไฟฟ้า โดยนำหลักการบริหารคุณภาพ เช่น การวิเคราะห์สาเหตุ (Root Cause Analysis) การกำหนดมาตรการป้องกันการเกิดซ้ำ (Corrective and Preventive Action) และการติดตามทวนสอบผล มาใช้ในการแก้ไขข้อบกพร่องด้านคุณภาพอย่างเป็นระบบ รวมถึงเชื่อมโยงข้อมูลจากการทดสอบ การตรวจสอบคุณภาพ และข้อร้องเรียนของลูกค้า เพื่อนำไปสู่การปรับปรุงกระบวนการทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยในปีที่ผ่านมาหน่วยงานวิศวกรรมได้ดำเนินโครงการปรับปรุงกระบวนการผลิต (Kaizen & Improvement Project) ในกระบวนการผลิต เช่น การปรับปรุงขั้นตอนการประกอบ การพัฒนาอุปกรณ์ช่วยงาน (Jig & Fixture) และการปรับปรุงเครื่องมือและกระบวนการทำงาน เพื่อลดระยะเวลาการผลิต ลดความผิดพลาดจากการปฏิบัติงาน และเพิ่มความสม่ำเสมอของคุณภาพสินค้า ผลจากการปรับปรุงช่วยลดเวลาในแต่ละขั้นตอนการทำงาน ลดต้นทุนต่อหน่วย และเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตอย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้บริษัทส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพนักงานผ่านกิจกรรมกลุ่มปรับปรุงคุณภาพ (Quality Control Circle: QCC) ภายในโรงงานผลิตอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูง โดยในปี 2568 มีโครงการปรับปรุงรวม 40 โครงการ ครอบคลุมการลดขั้นตอนการทำงาน การลดระยะเวลา และการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต ส่งผลให้สามารถลดต้นทุนในกระบวนการผลิตได้กว่า 186,000 บาท กิจกรรมดังกล่าวช่วยพัฒนาทักษะและความรู้ด้านการบริหารคุณภาพของพนักงาน เสริมสร้างการทำงานเป็นทีม และลดของเสียจากกระบวนการผลิต ซึ่งช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและยกระดับคุณภาพสินค้า ทำให้บริษัทสามารถควบคุมคุณภาพสินค้าได้อย่างมีเสถียรภาพ ลดโอกาสการเกิดข้อบกพร่องก่อนถึงมือลูกค้า เพิ่มความเชื่อมั่นต่อความปลอดภัยของอุปกรณ์ไฟฟ้า และสนับสนุนการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

บริษัทดำเนินกิจกรรมสร้างความสัมพันธ์กับลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นการสื่อสารเชิงรุกและการมีส่วนร่วมกับหน่วยงานภาคไฟฟ้าและผู้ใช้งานในระบบโครงสร้างพื้นฐานพลังงาน ทั้งการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย การไฟฟ้านครหลวง การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค กลุ่มผู้รับเหมา และผู้ประกอบการอุตสาหกรรม ผ่านการเข้าพบลูกค้า การจัดอบรมเชิงเทคนิค และกิจกรรมแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ร่วมกับผู้ผลิตอุปกรณ์จากต่างประเทศ ในปีที่ผ่านมา บริษัทได้จัดการฝึกอบรมด้านการติดตั้ง การใช้งาน และการบำรุงรักษาอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงสูงและอุปกรณ์สายเคเบิล รวมถึงการใช้งานอุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับ SF6, GIS และระบบป้องกันฟ้าผ่า ตลอดจนการแนะนำเทคโนโลยีตรวจสอบสภาพอุปกรณ์เพื่อป้องกันความเสียหายของระบบไฟฟ้า นอกจากนี้ บริษัทยังร่วมทดสอบอุปกรณ์ใหม่ ให้คำปรึกษาด้านวิศวกรรม และพาลูกค้าเยี่ยมชมโรงงานผู้ผลิตและการทดสอบผลิตภัณฑ์ เพื่อให้ลูกค้าสามารถนำอุปกรณ์ไปใช้งานได้อย่างถูกต้องตามมาตรฐานและปลอดภัย

นอกจากนี้ บริษัทได้เข้าร่วมกิจกรรมกับลูกค้าอย่างสม่ำเสมอ เช่น การจัดนิทรรศการ งานวิชาการ งานแข่งขันทักษะช่างไฟฟ้า และกิจกรรมเพื่อสังคมและการกุศล เพื่อสร้างความร่วมมือและความไว้วางใจในฐานะพันธมิตรทางธุรกิจ ควบคู่กับการกำหนดแนวทางขยายฐานลูกค้าใหม่ โดยตั้งเป้าหมายให้ทีมขายพัฒนาตลาดและนำเสนอสินค้าแก่ลูกค้ากลุ่มใหม่ รวมถึงนำเสนอผลิตภัณฑ์หรือโซลูชันใหม่ให้แก่ลูกค้าเดิมและลูกค้าใหม่อย่างต่อเนื่อง ผ่านการกำหนดตัวชี้วัดด้านการขยายตลาดและการพัฒนาผลิตภัณฑ์ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

จากการดำเนินงานบริหารความสัมพันธ์และประสบการณ์ลูกค้าอย่างต่อเนื่องในทุกกลุ่มธุรกิจ ตั้งแต่การให้คำปรึกษา การส่งมอบงาน การดูแลหลังการขาย ไปจนถึงการใช้ระบบดิจิทัลในการติดตามงาน แก้ไขปัญหา และบำรุงรักษาเชิงป้องกัน ช่วยให้ลูกค้าได้รับบริการที่สะดวก รวดเร็ว โปร่งใส และลดผลกระทบต่อการดำเนินงาน โดยบริษัทสำรวจความพึงพอใจของลูกค้าอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำผลการสำรวจและข้อเสนอแนะมาปรับปรุงกระบวนการทำงานและคุณภาพการให้บริการ โดยในปี 2568 ลูกค้ามีความพึงพอใจต่อผลิตภัณฑ์และบริการร้อยละ 89.40 เพิ่มขึ้นจากปี 2567 ร้อยละ 0.19 สะท้อนถึงประสิทธิผลของการดำเนินงานในการสร้างความเชื่อมั่นและความสัมพันธ์ระยะยาวกับลูกค้า ทั้งนี้บริษัทมีเป้าหมายยกระดับความพึงพอใจของลูกค้าให้ไม่น้อยกว่าร้อยละ 90 โดยจะพัฒนาการให้บริการ การสื่อสาร และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง เพื่อยกระดับประสบการณ์ลูกค้าและสนับสนุนการเติบโตของธุรกิจอย่างยั่งยืน

ในปี 2568 ความพึงพอใจของลูกค้าต่อผลิตภัณฑ์และบริการ คิดเป็น
89.40%
ความพึงพอใจของลูกค้าต่อผลิตภัณฑ์และบริการ

ผู้มีส่วนได้เสียที่เกี่ยวข้อง

พนักงาน
คู่ค้าธุรกิจ
ลูกค้า
ผู้ถือหุ้นและนักลงทุน
หน่วยงานภาครัฐ
พันธมิตรทางธุรกิจ
ชุมชนและสังคม